ทีมนิวมีเดีย PPTV ได้พูดคุยกับ ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ กิตติพันธ์ ครูผู้ประกอบพิธีการไหว้ครูแบบโบราณ ที่บอกถึงประเพณีว่า ระยะหลังหาได้น้อยเต็มที ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น สำหรับ พิธีบูชาเทพศิลปศาสตร์ และครอบครูการแสดงเป็นประเพณีโบราณ เริ่มมีการไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยสุโขทัย และค่อยๆจัดเป็นรูปแบบชัดขึ้นสมัยอยุธยา ก่อนจะมีตำรับตำราชัดเจนในต้นรัตนโกสินทร์ และก็เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ บอกว่า "การครอบครู" เป็นการประสิทธิประสาทมอบลิขสิทธิ์ ทางจิตวิญญานระหว่างครูกับศิษย์ ในการจะใช้วิชานั้นอย่างถูกต้อง ในหมู่ศิลปินถือว่าการครอบครูและไหว้ครู เป็นเรื่องที่ต้องทำและจำเป็นต้องทำ เนื่องจากไม่ต้องการให้อวมงคลมาติดตัวเอง เช่นพวกที่รำก็กลัวเพราะไปใส่เครื่องทรงของกษัตริย์ คนที่รำก็กลัวว่าชีวิตจะตกอับเพราะบุญไม่ถึง พอไหว้ครูแล้วก็จะหมดไป ในทางจิตวิทยา คือให้เกิดน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือมีครูคนเดียวกันนั่นเอง
สำหรับครูผู้ประกอบพิธี จะต้องได้รับการถ่ายทอดอย่างถูกต้อง มีการรับมอบให้เป็นผู้ประกอบพิธี ซึ่งก่อนที่จะมอบต่อนั้น ครูที่มอบให้จะต้องเสียชีวิตไปแล้ว ลูกศิษย์ถึงจะทำแทนได้ ปัจจุบันมีครูผู้ประกอบพิธีไม่มากนัก และผู้ที่จะมาทำพิธีครอบครู คือ นั่งสมาธิ รวมทั้งมีชีวิตเหมือนจำศีล 1 คืน รักษาศีล 5 ครบ 3. ละอบายมุขทั้งหมด
ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ เล่าว่า พิธีการบูชาครูเทพศิลปศาสตร์และการแสดง ที่จัดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์พีพีทีวีนั้น เป็นประเพณีแบบโบราณ โดยจะมีการเริ่มพิธีหลังจากบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ประธาน จุดเทียนชัย เทียนทองและเทียนเงิน จึงจะมีการเริ่มเชิญ "ครูพราหมณ์" มาประกอบพิธีและบูชาเทพเจ้า ซึ่งในการทำพิธีหน้าที่นี้ตนก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ
จากนั้น "ครูพราหมณ์" หรือครูผู้ประกอบพิธีจะเข้าสู่มณฑลพิธีเพื่อเสกน้ำพระเทพมนต์ แล้วจะมีการเรียกเพลงหน้าพาทย์สาธุการ บูชาเทพยดาและครูปัธยายด้วยบทบูชาสลับกับการเรียกเพลงหน้าพาทย์ ซึ่งเพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้เชิญเทพเจ้าครูอาจารย์ โดยแยกบูชาครูเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. บูชาเทพทางด้านนาฏศิลป์ มหาเทพเจ้าศิลปศาสตร์การแสดง เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพิฆเนศ พระอินทร์และเทพอื่นๆ 2. บูชาดุริยเทพที่สำคัญ คือ พระประคนธรรพ ครูปัธยายต่างๆ สุดท้ายบูชาพระพิราพ 3. อัญเชิญครูฤาษีเข้าสู่พิธีเพื่อมาเป็นประธานในการเชิญ "องค์พระพิราพ" เข้าสู่พิธีเพื่อขจัดอวมงคลทั้งปวง
โดย "องค์พระพิราพ" นี้ ในหมู่ศิลปินถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต้องมีการเชิญเศียรองค์พระพิราพมาประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูอย่างขาดไม่ได้ ดังปรากฎเป็นหลักฐานที่มีการบันทึกในพระตำราครอบโขนละคอน ฉบับหลวงตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 สืบมาจนถึงปัจจุบัน เป็นมหาเทพแห่งการทำลายล้าง ความตาย ชีวิตและขจัดความชั่ว
ทางนาฏศิลป์ยังถือกันว่า ท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นท่ารำสูงสุด ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีระเบียบแบบแผน เคล็ดลางที่ซับซ้อนมากมาย การจะต่อเพลงและท่ารำนั้นต้องมีพิธีมอบให้แก่ศิลปินที่เลือกสรรไว้แล้ว คือต้องเป็นศิลปินอาวุโส มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปินด้วยกันเอง ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว และมีกำลังมากเนื่องจากเป็นเพลงหน้าพาย์ที่มีความยาว
ในปัจจุบันครูที่รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ หรือที่เรียกว่า "รำพระพิราพรอนเต็มองค์" ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ไทยขั้นสูงสุด ปัจจุบันนั้นมีผู้ที่รำได้น้อยมาก ซึ่งในวันนี้ ผู้สาธยายท่ารำองค์พิราพคือ อาจารย์เกิดศิริ นกน้อย ที่ผ่านการครอบองค์พระพิราพมาแล้ว ซึ่งสืบทอดจากปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ จาก คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ ส่วนสถานที่ต่อท่ารำก็จะต้องเป็น วัง หรือ วัด เท่านั้นจะไม่ต่อท่ารำตามบ้านเป็นอันขาด
เมื่อถึงการแสดงจะมีการรำหน้าพาทย์ "องค์พระ" เป็นการรำเบิกโรง ที่มือขวาของศิลปินผู้แสดงจะถือหอกยาวเป็นอาวุธ ส่วนมือซ้ายถือก้านใบมะยม ซึ่งเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีนามพ้องกับ ไม้ยมทัณฑ์ของพระยม และในพิธีกรรมทางศาสนามักใช้ก้านใบมะยมในการประพรมน้ำมนต์ บรมครูผู้ถ่ายทอดการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ พระพิราพถือกำก้านใบมะยมเป็นการประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษย์ ส่วนมือขวาถือหอก เป็นการขับไล่ภูตผีปีศาจ
หลังจากนั้นเมื่อประธานสรงน้ำเทวรูปด้วยสังข์แล้วก็จะนำไปใส่รวมในน้ำพระพุทธมนต์ที่เสกไว้ตอนเช้า อีกส่วนหนึ่ง ครูผู้ประกอบพิธีจะนำน้ำศักดิสิทธิ์นี้ ไปใช้รดให้กับศิษย์ ศิลปินด้วยมหาสังข์
โดย "สังข์ทักษินาวัตร" หรือ "มหาสังข์" ที่จะนำมาใช้ในพิธีในครั้งนี้ มีลักษณะพิเศษคือมีที่รดน้ำอยู่ทางด้านขวา ต่างจากตัวสังข์ทั่วไป ที่จะอยู่ทางซ้าย ผู้ที่ได้รับการรดน้ำประกอบพิธีกับมหาสังข์นี้จะถือว่า สิ้นแล้วซึ่งความอวมงคล เจริญงอกงามด้วยทรัพย์ และมีเมตตามหานิยม
ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ เล่าต่อว่า หลังจากนั้นจะมีการถวายเครื่องสังเวย ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ 1 หมวดของคาว กลุ่มที่ 2 กระยาบวช คืออาหารของนักบวช กลุ่มที่ 3 พลาหาร คือ ผลไม้นานาชนิด ขนมต่างๆ กลุ่มที่ 4 ของสด คือของที่ไม่ได้ปรุง กลุ่มอาหารล้างปาก จะมีกล้วย ส้ม อ้อย เหมือนอาหารล้างปาก 1. ส้ม แทนความหมาย เราไม่มีน้ำให้กินส้มล้างปาก 2. กล้วย กินให้อิ่ม 3. อ้อย ไว้ขัดฟัน และก็ยังบายศรีปากชาม หรือข้าวปากหม้อนั่นเอง
ก่อนจะมีให้ลูกศิษย์มีการรำถวายมือ หรือการรำถวายฝีมือแด่ครู ในหมู่ศิลปินเชื่อว่า ผู้ที่รำถวายมือ จะไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า หรือได้พรจากครู ก่อนจะเป็น ลำดับขั้นตอนของพิธีครอบซึ่งหมายถึงการที่รับเข้าเป็นเครือของศิลปิน หรือเพื่อประสิทธิ์ประสาทความเป็นครูแก่ผู้จะนำวิชาไปสั่งสอนศิษย์สืบไป
จากนั้น ครูผู้อ่านโองการจะทำการครอบเทริดโนห์รา ที่แสดงถึงความมียศศักดิ์ เศียรพระภรตฤษี ที่แสดงถึงความมีเมตตาและเศียรพระพิราพ แสดงถึงความมีอำนาจ ประสิทธิประสาทให้แก่ลูกศิษย์ ก็จะมีการค่อยๆ ครอบทีละคน ก่อนจะรดน้ำจากมหาสังข์ เมื่อทำพิธีครอบเสร็จแล้ว ก็จะมีการพิธีการส่งครูคืนสู่วิมาน เป็นอันจบพิธี
สำหรับ ในหมู่ชาวศิลปิน หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการแสดงนั้น ถือว่าการได้ครอบครูนั้นจะได้สองอย่างคือ 1.ปัดสิ่งอวมงคลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่นไปแต่งเนื้อแต่งตัวเทียมกษัตริย์ เทวดา ให้ครูเอาสิ่งไม่ดีไป 2. เป็นการที่ครูจะเสริมสิริมงคลให้ 3.ครูมอบวิชาการ ถึงแม้เราเรียนมาแล้ว แต่เทพเจ้าได้มามอบลิขสิทธิ์ให้เราในการทำมาหากิน
ทั้งนี้ ในงานนี้มีการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์สูงสุดถึง 87 เพลง จากแค่ปกติ 14 เพลงเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นงานพิธีที่สามารถมีทั้งเพลงหน้าพาทย์ การร่ายรำพระพิราพรอนเต็มองค์ และสังข์ทักศิณาวัตร มาประกอบอยู่ในพิธีเดียวกันได้นั้น จึงถือว่าเป็นพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก
"พิธีไหว้ครูที่พีพีทีวีจัดขึ้นนั้น เป็นการไหว้ครู เทพเจ้าในศาสตร์ด้านการแสดง อาศัยเอาหลักการของวัฒนธรรมประเพณีไทย ที่เคารพครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นพิธีแบบโบราณที่สืบทอดกันมา มันเป็นพิธีการในการเคารพครู 3 คือ ครูมนุษย์ ครูที่ตายไปแล้ว และครูเทพ นั่นความหมายว่า กระบวนการประเพณีไทย ไม่ทำให้ครูล่วงหายไป เพราะเรามีการไหว้ครูในอดีตตลอดเวลา ถึงแม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไป แต่เราต้องมีการส่งความรู้สึกระหว่างครูและศิษย์ภายใต้ศรัทธาที่ตรงกัน โดยใช้จารีตของประเพณีไหว้ครู เป็นเครื่องดึงดูดซึ่งกันและกัน อย่างครูที่เป็นเทวดา ไม่ว่าจะไปที่ไหนครูจะคอยปกป้อง ต่างจากครูฝรั่งที่สอนจบแล้วก็แล้วกันไป แต่อันนี้มีสายใยโยงใยเพื่อสืบทอดศิลปะต่อเนื่องไปอย่างไม่ขาดช่วง ศาสตร์ของครูควรจะอยู่ทุกที่ เพราะครูเป็นผู้แบ่งอาชีพ โอกาสในการเลี้ยงชีพ ถ้าคนมีครู มีความเมตตา ลูกศิษย์ก็มีความรอบรู้คุณคน สังคมก็ไม่พัง" ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิณัฏฐ์ ทิ้งท้าย
content : PPTV News Media
Photo : PPTV Photo