ผ่านการเฉลิมฉลองปีใหม่ 2559 มาไม่นาน และกำลังจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองวันปีใหม่จีน หรือ ตรุษจีนในสัปดาห์หน้า แต่ช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่เกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญใหญ่ๆ ถึง 2 คดีในเวลาใกล้เคียงกัน
หนึ่งคือคดีที่กลุ่มวัยรุ่นพัทลุงล่อลวงชาย-หญิงที่เป็นแฟนกัน มาก่อเหตุฆ่าฝังศพชายวัย 18 ปี และล่วงละเมิดทางเพศทำร้ายร่างกายแฟนสาวของผู้เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน พร้อมโยนลงเหวเพื่อปกปิดความผิดที่ป่าเขาบรรทัด จ.พัทลุง แต่ทว่าฝ่ายหญิงรอดชีวิตกลับมา และระหว่างที่ฝ่ายหญิงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ก็ปรากฎมีชาย 5 คนเข้ามาในโรงพยาบาลเพื่อมาตามหาฝ่ายหญิงผู้รอดชีวิต สร้างความตื่นตระหนกให้กับเครือญาติถึงความไม่ปลอดภัยอีก
อีกหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็อุกฉกรรจ์ไม่แพ้กัน คือคดีฆ่าหั่นศพปริศนา ที่พบชิ้นส่วนร่างกายของผู้เสียชีวิตทีละส่วนๆ ตามสะพานต่างๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยา แม้ว่าคดีนี้ยังอยู่ระหว่างชันสูตรตัวบุคคลผู้เสียชีวิต ว่าเป็นใคร สัญชาติใด เพื่อค้นหาผู้ลงมือก่อเหตุ
ทว่าทั้งสองเหตุการณ์สร้างความหวาดผวาให้กับสังคม โดยเฉพาะคดีการล่อลวงฆ่าฝังศพของแก๊งเยาวชน จ.พัทลุงซึ่งนับว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก เพราะมีการบังคับให้ฝ่ายชายนั่งดูแฟนตัวเองกำลังถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถ่ายคลิปเก็บไว้ ขณะที่ตัวฝ่ายชายเองนั่งในหลุมที่คนร้ายขุดไว้เพื่อฝังตัวเอง
แม้ล่าสุดตำรวจพัทลุง เปิดเผยว่า สามารถจับกุมคนร้ายได้ 4 คน และทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ พร้อมอัดคลิปวิดีโอ โดยขณะสอบสวนผู้ต้องหา 2 คนที่เข้ามามอบตัวก่อนหน้านี้ได้แสดงสีหน้าที่ไม่มีร่องรอยของความกังวล หรือความรู้สึกผิด พร้อมทั้งเปิดเผยสาเหตุของการก่อเหตุว่ามาจากความโกรธแค้น โดยตำรวจได้แจ้ง 5 ข้อหา และคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง
ที่น่าสนใจคือการที่ทีมสอบสวนเปิดเผยว่า วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวเคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงตัวผู้เสียชีวิตเองก็มีคดีติดตัวเช่นเดียวกัน โดยกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันก่อเหตุ โดยการปล้นทรัพย์ชาวบ้านที่ถนนเพชรเกษม ล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวที่น้ำตกเขาคราม และใช้อาวุธปืนยิงคู่อริจนได้รับบาดเจ็บ แต่สามารถเคลียร์คดีต่างๆจนเรื่องราวจบลง
ความโหดร้ายของพฤติกรรมการฆาตกรรมทำให้ประชาชนจำนวนมากรับไม่ได้ ขณะที่ชาวโซเชียล รวมถึงประชาชนทั่วไปต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ดังกล่าว กระทั่ง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดาราชื่อดังโพสต์ไอจีประณาม 4 วัยรุ่น พร้อมขอให้อย่าลดโทษ และต้องให้ติดคุก ขณะที่บางรายถึงกับเสนอให้มีการลงโทษสถานหนัก คือ ประหารชีวิต เทียบเท่าคดีที่ผู้ใหญ่เป็นคนกระทำ
ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยกับทีมข่าว “New Media PPTVHD” ว่า ทั้ง 2 คดีเป็นคดีอุจกรรจ์เช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้สังคมกำลังตั้งคำถามกับกรณีก่อเหตุฆาตกรรมของกลุ่มวัยรุ่นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่กระทำโดยเยาวชน และเป็นการกระทำที่มีความผิดซ้ำอีก หรือก่อเหตุมากกว่าเดิม
กล่าวคือ เคยกระทำผิดในลักษณะนี้มาแล้ว และยังทำอีก และยังก่อเหตุมากกว่าเดิม!
อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม กล่าวว่ายืนยันว่าตามหลักคิดของกฎหมายสำหรับการลงโทษนั้น เด็กและเยาวชนยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกระทำความผิดได้ ฉะนั้นกรณีที่เยาวชนได้กระทำความผิดพลาดพลั้ง หรือมีเจตนา ไม่ควรจะใช้มาตรการแบบเดียวกันผู้ใหญ่ สังเกตได้ง่ายๆจากการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนไปสถานที่ควบคุมตัว ก็จะไม่ใช่คำว่าเรือนจำ แต่ใช้คำว่าสถานพินิจแทน เป็นต้น
ทั้งนี้ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวในทางอาชญวิทยาก็ต้องมาดูว่าวัยรุ่นที่ก่อเหตุก่อนหน้านั้นที่ทำความผิดแบบอุกฉกรรจ์ไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นๆมีการแก้ไขฟื้นฟูเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องดูตั้งแต่การอบรมและขัดเกลาจากครอบครัวด้วย โดยตามหลักวิชาการบอกว่า ดูกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เวลาคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องอารมณ์ดี ใจเย็น ไม่เครียด เพราะลูกเกิดมาจะได้ไม่เครียด เวลาคลอดออกมาตามหลักวิชาการ นักทฤษฎีหลายคนระบุว่า ตั้งแต่เด็กแรกคลอดออกมาจะมีวิวัฒนการของตนเอง ส่วนการก่อเหตุของวัยรุ่นก็ต้องไปดูภูมิหลังประกอบ รวมถึงครอบครัวของเด็กแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรจึงเป็นที่มาของการเกิดเหตุ
ส่วนการลงโทษให้เยาวชนที่ก่อเหตุรุนแรงต้องถึงขั้นต้องติดคุก หรือมีโทษรุนแรงเพิ่มขึ้น ตามกระแสสังคมที่มีอยู่ในเวลานี้ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า การใช้โทษรุนแรงไม่ได้ทำให้การก่อเหตุลดลง เช่น ผู้ค้ายาเสพติดต้องโทษประหารชีวิต ในทางกลับกันการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดกลับมีมากขึ้น ซึ่งทำให้เห็นว่าอัตราโทษไม่ได้ทำให้การค้ายาเสพติดลดลง ขณะเดียวกันในประเทศไทยพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณในการจัดการเรื่องการกระทำความผิดน้อยมาก
“ผมมองว่าประเทศไทยต้องทุ่มน้ำหนักไปที่การป้องกันอาชญกรรมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันเราเน้นการสืบสวน ซึ่งอัตราการจับกุมไม่ได้มาก ส่วนวิธีการป้องกันอาชญกรรมให้มีประสิทธิภาพ คือ ต้องให้ความรู้ประชาชน จัดสภาพแวดล้อมบ้านไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม เช่น ต้นไม้ตามรั้วบ้านต่างๆไม่ควรสูงเกิน 2 เมตร” ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว
ในขณะที่กรณีการฆ่าหั่นศพ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ล่าสุดมีรายงานว่า พบชิ้นส่วนมนุษย์ บริเวณสะพานพระราม 5 เจ้าพระยาเพิ่ม ทำให้เจ้าหน้าที่นิติเวชฯ เร่งเก็บชิ้นเนื้อตรวจสอบอยู่นั้น
ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยา กล่าวว่า ทั้ง 2 คดีมีส่วนที่เหมือนกันคือการฆ่าคนโดยเจตนา ซึ่งปกติจะมีโทษรุนแรง ต่างกันตรงที่ คดีวัยรุ่นที่แม้ว่าจะชัดเจนว่าเป็นฆาตกรรมโดยเจตนา และล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง แต่ผู้ต้องหาเป็นเยาวชน ตามกฎหมายการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาจะต้องถูกประหารชีวิต แต่ในเมื่อเป็นเด็ก เยาวชน ก็จะดูกฎหมายคดีเกี่ยวกับเด็ก
ส่วนคดีฆ่าหั่นศพ ก็จะมีการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ความยากง่ายจะอยู่ที่การสอบสวน แต่เมื่อพบผู้กระทำความผิด และถ้าเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาก็จะมีโทษหนัก แต่หากผู้กระทำความผิดเป็นชาวต่างชาติก็ต้องดูกฎหมายประกอบอีกที
สำหรับวิธีป้องกัน ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับสังคม ซึ่งในทางอาชญวิทยา บุคคลที่ต้องระมัดระวังที่จะตกเป็นเหยื่อของคนร้ายคือ เด็ก สุภาพสตรี คนชรา ซึ่งคนเหล่านี้มีความเสี่ยงทางเพศ ทรัพย์สิน เพราะโดยทางกายภาพจะสู้กับผู้ชายไม่ได้ นอกจากนี้ในส่วนของผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลเอาใจใส่กับเด็กและเยาวชนมากขึ้น ซึ่งในทางวิชาอาชญวิทยา มีสามเหลี่ยมอาชญวิทยา คือ เหยื่อ คนร้าย โอกาสและสถานที่มีความสำคัญ ในส่วนของเหยื่ออาจจะควบคุมคนร้ายไม่ได้ แต่เหยื่อสามารถควบคุมโอกาสและสถานที่ไม่ให้เกิดการสุ่มเสี่ยงในการเกิดเหตุร้ายได้