จิตแพทย์เด็กชี้ "เด็กติดเกม" มีโอกาสเลียนแบบวิธีก่ออาชญากรรม !!


โดย PPTV Online

เผยแพร่




จิตแพทย์เด็กเผยการเล่นเกมคือ กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ชี้อาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบเกมได้ หากไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีพอจากครอบครัว อาจส่งผลให้ก่ออาชญากรรมได้ แนะวิธีแก้ปัญหาต้องแก้ที่สถาบันครอบครัว พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าให้เวลาคุณภาพกับลูกอย่างเพียงพอหรือเปล่า...

หลังจากที่เกิดกระแสต่างๆ มากมายเกี่ยวกับปัญหาเด็กติดเกมจนทำให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง ส่งผลให้ก่ออาชญากรรมหรือก่อปัญหาที่รุนแรงในสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากกรณีข่าวเด็กชิงทรัพย์แท็กซี่ แล้วอ้างว่าเลียนแบบพฤติกรรมมาจากเกม หรือจากข่าวที่เด็กฆ่าตัวตายเพราะน้อยใจพ่อแม่ที่ไม่ให้เล่นเกม หรือเด็กอัดคลิปด่าผู้ประกาศข่าวรายการหนึ่งที่ออกมาพูดถึงเรื่องเกมด้วยคำพูดที่รุนแรง…

เกิดเป็นคำถามขึ้นมาในสังคมว่าเด็กสามารถเลียนแบบพฤติกรรมในเกมได้จริงหรือ? บางคนมองว่าไม่เกี่ยวกับเกม แต่เกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวเด็กเองมากกว่า บางคนมองว่าเกิดจากการเล่นเกมโดยตรงที่สั่งสมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง แล้วตกลงเกิดจากอะไรกันแน่ การที่เด็กเล่นเกมอะไรสักเกมหนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่าเด็กจะเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบแล้วไปก่ออาชญากรรมหรือแสดงความก้าวร้าวจนก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมได้

วันนี้ทีมนิวมีเดีย PPTV จะมาไขข้อข้องใจนี้ว่าเด็กที่เล่นเกมสามารถออกไปก่ออาชญากรรมได้จริงหรือ? โดยได้สัมภาษณ์ รศ.นพ. ชาญวิทย์ พรนพดล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกว่าการเล่นเกมเป็นกระบวนการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง เป็นสื่อการเรียนรู้อย่างหนึ่งของเด็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เล่นเกมแล้วจะต้องทำตามแบบในเกม ต้องเป็นเด็กที่พร้อมที่จะทำอยู่แล้ว คือมีความเป็นอาชญากรน้อยอยู่ในตัว เป็นเด็กที่มีความเสี่ยงต่างๆ ที่ถูกหล่อหลอมให้โตขึ้นแล้วพร้อมที่จะกระทำความผิด ซึ่งแต่เดิมอาจไม่รู้วิธีการที่จะทำ แต่พอมาเล่นเกม โดยเฉพาะเกมที่รุนแรง ก็อาจทำให้เขาค้นพบวิธีได้ ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เล่นเกมแล้วจะกลายเป็นแบบนั้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบเกม รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกว่ามีอยู่มากมาย เริ่มจากพันธุกรรม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเกิดจากพ่อแม่ที่มีประวัติอาชญากรรมอยู่ เช่น พ่อแม่ติดยาเสพติด พ่อแม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ก็มีความเสี่ยงที่จะถ่ายทอดออกมาทางพันธุกรรม ทำให้เด็กได้รับยีนตัวนั้นมาส่วนหนึ่ง บวกกับปัจจัยการเลี้ยงดู สังคม สิ่งแวดล้อม ที่หล่อหลอมเขามาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต

“เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย ถูกทอดทิ้ง ถูกกระทำทารุณกรรม สังคมรอบตัวโหดร้ายกับเขามาตั้งแต่เด็ก ขาดการฝึกอบรม ด้านศีลธรรมและจริยธรรม ขาดความรัก ขาดความรู้สึกนับถือในตัวเอง ขาดความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า หรือเด็กที่มีปัญหาทางด้านการเรียน สังคม ไม่สามารถคบเพื่อนตามปกติได้ ซึ่งเหล่านี้คือปัจจัยภายนอกที่สะสมมา จนกระทั่งมาเจอกับปัจจัยสุดท้ายคือตัวเกม ทำให้เขาตอบสนองกิเลสหรือความต้องการของเขาในทางที่ผิด ก็เลยก่ออาชญากรรมขึ้นมา”

ทั้งนี้ปัจจัยหลักจริงๆ รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกว่าน่าจะเกิดจากครอบครัว การเลี้ยงดู และสังคมรอบตัว ซึ่งในเด็กที่กระทำผิดหรืออยู่ในสถานพินิจต่างๆ หากไปตรวจดูก็จะพบว่ามีประวัติที่ใกล้เคียงกัน คือเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ อาจจะพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง หรือเป็นพ่อแม่ใบเลี้ยงเดี่ยว หรือถึงแม้จะเลี้ยงก็เลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ใช้ความรุนแรงกับเด็กไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่น หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านจิตใจ ไม่เคยสัมผัสกับความรัก เหงา ว้าเหว่ ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม ไม่มีเป้าหมายในชีวิต คิดว่ามีชีวิตอยู่ไปวันๆ หากจะกระทำผิดเพิ่มขึ้นก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกต่อว่าเกมที่รุนแรงในต่างประเทศส่วนใหญ่จะได้เรทติ้ง M คือผู้ที่สามารถเล่นได้จะต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป แต่ในประเทศไทยยังไม่มีใครมาดูแลตรงนี้ ระบบเรทติ้งเกมก็ยังไม่เข้มแข็ง ระบบตรวจสอบก็ยังไม่เข้มแข็ง การตรวจสอบในร้านเกมที่ปล่อยให้เด็กเล่นก็ยังไม่เข้มแข็ง ผู้ปกครองก็ไม่รู้จักว่าเด็กเล่นเกมอะไร บางคนก็ไม่เคยมาสนใจดูแลว่าลูกของตัวเองเล่นเกมอะไร เรทติ้งอะไร ซึ่งความจริงแล้วเด็กไทยเป็นกลุ่มที่เปราะบางและตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เนื่องจากช่องโหว่ต่างๆ ของระบบตรวจสอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นการให้ความรู้ ตรงส่วนนี้จึงต้องได้รับการดูแลและแก้ไขขนานใหญ่ 

 

สำหรับเกมที่มีความรุนแรงนั้น มีผลงานวิจัยออกมายืนยันแล้วว่าเด็กที่ชอบเกมที่รุนแรง มีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง

ส่วนเด็กที่สามารถแยกแยะได้นั้น แล้วแต่คน ไม่ขึ้นกับอายุ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นจะไม่สามารถใช้อายุจริงเป็นตัวบอกวุฒิภาวะได้ วุฒิภาวะขึ้นอยู่กับการหล่อหลอม การดูแลเอาใจใส่ที่ทางครอบครัวสร้างมา คือพ่อแม่ต้องสร้างให้เขา สังคมต้องสร้างให้เขา ถ้าเกิดเขาโตมาโดยที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครไปสร้างสั่งสอน แม้ว่าอายุ 30 ปีก็อาจยังไม่มีวุฒิภาวะ โดยถ้าเด็กติดเกมหนักๆ ก็แทบจะไม่มีใครช่วยได้ ในความเป็นจริงยากมากที่จะรักษาเด็กติดเกมที่เข้าขั้นรุนแรงสักคนหนึ่ง เหมือนรักษาคนที่ติดยาเสพติดรุนแรง ให้เน้นที่การป้องกันดีกว่า ซึ่งอย่ารอให้ถึงขั้นนั้น ต้องมีการให้ความรู้ตั้งแต่ต้น มีการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเด็ก พ่อแม่ อาจารย์ที่โรงเรียน และรัฐบาล

ขณะที่วิธีการการป้องกัน รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแก้ปัญหาทางด้านครอบครัวและสังคม คือปัญหาอาชญากรรมจะเกี่ยวโยงกับปัญหายาเสพติด ท้องในวัยรุ่น เด็กขาดแรงจูงใจในการเรียน เป็นปัญหาสังคมที่ทับถมมายาวนาน ต้องไปแก้ที่สถาบันครอบครัว แก้ที่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้านบวก แก้ในเรื่องของสถาบันการศึกษา โดยการป้องกัน พ่อแม่ควรถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองก่อนซื้ออุปกรณ์ที่เล่นเกมได้ให้กับลูกชิ้นแรก

1. พ่อแม่จะต้องตระหนักว่าลูกของเราทุกคนในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะติดเทคโนโลยี ติดโซเชียลมีเดีย หรือติดเกม เพราะฉะนั้นก่อนที่จะให้อุปกรณ์ไอทีชิ้นแรกกับลูก ต้องตระหนักด้วยว่าสมควรที่จะให้หรือยัง ตนเชื่อว่าหากพ่อแม่ตระหนักตรงนี้ เด็กติดเกมหรือติดสมาร์ทโฟน ก็จะลดน้อยลง ทั้งนี้พ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมไหมที่จะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้กับลูก แล้วพร้อมไหมในการที่จะให้เวลาดูแลลูก ให้เวลาที่มีคุณภาพ เล่นกับเขา ใส่ใจเขา พูดคุยกับเขา ให้เขาสนุกในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่ไปหาสนุกในสังคมก้มหน้า หรือเล่นแต่เกม พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าให้เวลาคุณภาพกับลูกอย่างเพียงพอหรือเปล่า

2. พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่ามีความรู้ไอทีที่เท่าทันลูกไหม ตามลูกทันหรือไม่ เพราะว่าพ่อแม่จะต้องรู้วิธีใส่พาสเวิร์ด จะต้องรู้วิธีเช็คสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อลูก จะต้องรู้วิธีการกำหนดเวลา รู้จักวิธีตั้งค่าความปลอดภัย แก้ไขโปรแกรมต่างๆ

3. พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าฝึกวินัยให้กับลูกตั้งแต่เล็กหรือเปล่า มีการกำหนดเวลาไหม มีการมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ลูกก่อนจะเล่นเกมไหม มีการกำหนดกติกาไว้ชัดเจนหรือเปล่าว่าการบ้านต้องเสร็จ เสร็จแล้วต้องอ่านหนังสือทบทวนกี่ชั่วโมง แล้วถึงจะเล่นเกมได้ตั้งแต่เวลาเท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ พอครบเวลา ต้องเลิกเล่น หากไม่ทำตามจะมีบทลงโทษอะไร ซึ่งน้อยครอบครัวมากที่จะกำหนดกติกาตรงนี้ หากเด็กอยู่ในกฎระเบียบได้ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเป็นเด็กที่มีวินัยและรู้จักห้ามตัวเอง  แล้วความเสี่ยงก็จะน้อยลง

4. พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าเคยปลูกฝังให้ลูกสามารถหาความสุขจากสิ่งอื่นในชีวิตจริงได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าพอเด็กมองไปรอบตัว มีอย่างเดียวที่ทำให้เขาเพลิดเพลินมีความสุขคือเกม ทั้งนี้พ่อแม่ต้องปลูกฝังให้เขารู้สึกสนุกสนานกับธรรมชาติหรือสิ่งอื่นรอบตัวที่ไม่ใช่อุปกรณ์ไอที เช่น สนุกกับการอ่านหนังสือดีๆ ฟังเพลง วาดรูป ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ถ่ายรูป ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขาดหายไปเลยในสังคมปัจจุบัน นั่นคือพ่อแม่ยุคใหม่ขาดทักษะในการทำให้ลูกสนุกโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ไอที

เด็กติดเกมถือเป็นปัญหาทางจิตไหม?

รศ.นพ. ชาญวิทย์ บอกว่าปัจจุบันจัดว่า การติดเกมเป็นการเสพติดอย่างหนึ่งทางพฤติกรรม เป็นปัญหาทางพฤติกรรม เหมือนกับคนที่ติดเหล้า ติดการพนัน ติดเซ็กส์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเด็กที่ติดเกมนานๆ สามารถที่จะมีอาการทางจิตได้ ซึ่งอาการทางจิตที่เจอบ่อยๆ ได้แก่  ภาวะซึมเศร้า ที่เคยมีข่าวว่าเด็กติดเกมพอถูกห้ามก็ฆ่าตัวตาย เพราะน้อยใจพ่อ จากการที่เล่นเกมหนักอาจทำให้มีภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นอยู่ พอมีอะไรมากระทบก็อาจทำให้คิดสั้น บางทีนอกจากจะทำร้ายตัวเองแล้ว ยังอาจทำร้ายคนอื่นได้ เพราะว่าการควบคุมตัวเองจะเสียไป ระเบิดอารมณ์ได้ง่าย ไม่ยั้ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกับทุกคน ต้องมีเหตุปัจจัยอื่นด้วย

ทั้งนี้สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือเด็กติดเกม พร้อมทำแบบทดสอบการติดเกมแบบออนไลน์ได้ที่ www.healthygamer.net

ติดตามชมสารคดีเรียลลิตี้ เรื่อง Let Me Grow พลิกชีวิตเด็กติดเกม ได้ทาง Youtube Channel: Siriraj HealthyGamer ผู้ชมจะได้เข้าใจที่มาที่ไปของปัญหาเด็กติดเกม เข้าใจวัยรุ่น และจุดประกายแนวทางการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ