จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำกำลังเข้าตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิงแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังผู้เสียหายออกมาร้องเรียนผ่านรายการ "โหนกระแส" โดยกล่าวหาว่าถูกลูกชายยึดกิจการพันล้านแล้วจับแม่ส่งมายังสถานดูแลดังกล่าว ทั้งยังระบุว่ามีการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว โดยพบว่าภายในศูนย์ฯมีเตียงนอนที่มีโครงลูกกรงเหล็กครอบล็อกกุญแจคล้ายคอกขัง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางพร้อมหน่วยงานท้องที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบอีกครั้ง โดย ร.อ.หญิง ภรเสริมสิริ หรือแมว เจ้าของศูนย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามหลักการดูแลผู้ป่วยด้วยเจตนาดี ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายหรือกักขังหน่วงเหนี่ยวตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ร.อ.หญิง ภรเสริมสิริ เปิดเผยว่า ตนจบการศึกษาด้านพยาบาลทหารอากาศ และมีประสบการณ์ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลนานถึง 10 ปี ก่อนจะย้ายมาทำเอกชนและออกมาเปิดศูนย์ดูแลแห่งนี้เนื่องจากมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อน สถานรับดูแลลักษณะนี้ยังมีไม่มาก และจากประสบการณ์ทำงานทำให้เห็นว่าผู้ป่วยเจาะคอในโรงพยาบาลเอกชนหลายรายเสียชีวิต ตนจึงตั้งใจเปิดสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด บางรายอยู่ในการดูแลยาวนานถึง 17 ปี มีการพลิกตัวตามเวลาเพื่อป้องกันแผลกดทับ และยังคงคิดค่าบริการเพียงเดือนละ 12,000 บาทเท่าเดิมมาโดยตลอดโดยไม่มีการปรับขึ้นราคา
สำหรับประเด็น เตียงนอนติดกรงเหล็ก ที่กลายเป็นดรามานั้น เจ้าของศูนย์ฯ ชี้แจงว่าเป็นไอเดียที่ตนคิดค้นขึ้นเอง หลังจากเคยบินไปหาไอเดียหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ถึงเมืองกวางโจว ประเทศจีน แล้วยังไม่เจอสิ่งที่ตอบโจทย์ การใช้เตียงลักษณะนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยที่เป็นจิตเวชปีนเตียงจนเกิดอุบัติเหตุตกเตียง และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพลิกตัวได้เองอย่างผ่อนคลาย ต่างจากการใช้วิธีผูกมัดตามโรงพยาบาลทั่วไปที่มักใช้ผ้าผูกรัดหน้าอก หรือผูกข้อมือจนบางครั้งทำให้เกิดอาการมือบวม วิธีของตนช่วยลดความเครียดจากการถูกรัดร่างได้อย่างมากเรียกได้ว่าผู้ป่วยจะสุขสบาย แม้อาจดูขัดสายตาคนภายนอกเพราะในประเทศไทยไม่เคยมีใครทำก็ตาม
นอกจากนี้ สาเหตุที่วันนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วไม่พบคนไข้นอนบนเตียงเหมือนเมื่อวาน เนื่องจากไม่ได้ให้ผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน แต่มีการนำตัวออกมาฟีดอาหาร ออกกำลังกาย และนั่งพักผ่อนตามช่วงเวลา ส่วนผู้หญิงและผู้ชาย 2 คนเมื่อวานนี้ตามที่เห็นในภาพ เจ้าของศูนย์ยอมรับว่า ไม่ใช่เคสผู้ป่วยจิตเวช เป็นเพียงผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันและเส้นเลือดในสมองแตก อ่อนแรงครึ่งซีก
ส่วนกรณีการติดตั้งลวดหนามรอบสถานที่นั้น ทำขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยหนีออกไปข้างนอก ซึ่งอาจเกิดอันตรายและสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นมาตรการความปลอดภัยที่ต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ญาติที่นำผู้ป่วยมาฝากดูแล ส่วนกรณีที่มีเหตุวุ่นวายภายในศูนย์ฯ เกิดจากผู้ป่วยทะเลาะกันเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าห้ามปรามทันที ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทำร้ายร่างกายผู้ป่วยอย่างแน่นอน
เจ้าของศูนย์ฯ ยืนยันว่าการดูแลผู้ป่วยทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพการพยาบาล มีบุคลากรที่ผ่านการอบรมและได้รับใบรับรองจากรัฐบาลอย่างถูกต้อง โดยมีอัตราส่วนพยาบาล 1 คนต่อผู้ป่วย 5 คน ทำงานกะละ 8 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสันทนาการ สวดมนต์ไหว้พระทั้งเช้าและเย็นให้แก่ผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือผู้พึ่งพิงที่ต้องทานยาต่อเนื่อง ทางศูนย์ฯ มีหน้าที่ดูแลให้ทานยาตามคำสั่งแพทย์ ไม่ใช่การรักษาโรคจิตเวชโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตรักษาผู้ป่วยจิตเวช ส่วนการรับยาของผู้ป่วยจิตเวชนั้น บางเคสแพทย์ใช้วิธีตรวจผ่านระบบออนไลน์เพื่อความสะดวก
ส่วนกรณีของผู้เสียหายที่ออกรายการโหนกระแสนั้น ทางศูนย์ฯ รับเข้ามาดูแลเนื่องจากลูกชายส่งตัวมา โดยแจ้งว่ามีพฤติกรรมทำร้ายคนในครอบครัวและเผารถ ซึ่งมีคลิปยืนยัน ทางศูนย์ฯ จึงรับดูแลไว้เนื่องจากคุ้นเคยกับการดูแลเคสอาการหนักอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้ป่วยอาศัยไปได้ระยะหนึ่งแล้วบ่นอยากกลับบ้าน ตนก็ได้ติดต่อให้ลูกชายมารับกลับถึง 3 รอบ จนในที่สุดก็มีการรับกลับไป โดยยืนยันว่าไม่รู้ปัญหาใดๆของเคสนี้