ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการรับอุปการะเด็กผ่านมูลนิธิต่างๆ โดยการบริจาคเงินรายเดือนให้กับมูลนิธิ สำหรับนำไปจัดสรรให้เด็กตามนโยบาย..
ด้วยรูปแบบการบริจาคเงินให้กับองค์กรหรือมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการเงินเช่นนี้ หลายคนจึงมักตั้งคำถามว่าเงินที่บริจาคไปนั้น ถูกส่งต่อให้เด็กๆ เต็มจำนวน หรือมากน้อยขนาดไหน
ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์ต่อข้อความจากผู้รับอุปการะเด็ก กับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เล่าว่า จากการเดินทางไปพบเด็กที่รับอุปการะมากว่า 5 ปี แต่ปรากฎว่าเมื่อพอเจอกันเด็กกลับไปไม่รู้ว่าตนเป็นใคร ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับจดหมาย และรูปวาดตอบกลับมาถึงตน ?
หลังจากโพสต์นี้ถูกส่งต่ออย่างแพร่หลาย ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง โดยประเด็นหลักๆ ที่มีการพูดถึงแบ่งออกเป็น 2 มุม คือ ด้านหนึ่งมองว่าในเมื่อมีการบริจาคเงินไปแล้ว ก็ไม่ควรคิดมากว่าเงินที่ให้ไปนั้น จะถูกนำไปใช้ประโยคด้านใดบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วมูลนิธิก็นำเงินไปทำโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก
ขณะที่อีกด้านหนึ่งมองว่าในเมื่อเงินที่ได้รับบริจาคไปนั้น ไม่ได้ถูกส่งต่อให้เด็กเต็มจำนวนหรือให้ทุกเดือน ในทางปฏิบัติก็ไม่ควรจับคู่เด็กกับผู้บริจาคเงิน เพราะการกระทำในลักษณะนี้ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของผู้รับอุปการะเด็ก
ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าว ล่าสุดวานนี้ (18 ก.พ. 2559) มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศชี้แจงรายละเอียดโครงการอุปการะเด็ก ใจความว่าจากกรณีการเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับเงินบริจาค ในโครงการอุปการะเด็กทางสื่อสังคมออนไลน์ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ขอชี้แจงว่า “โครงการอุปการะเด็ก” เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนยากไร้ในพื้นที่การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ให้สามารถพึ่งพาต้นเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยเงินทุนการสนับสนุนของ “ผู้อุปการะ” ซึ่งได้บริจาคเงินอย่างต่อเนื่องเดือนละ 600 บาท ต่อการอุปการะเด็ก 1 คน โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 ก.พ. 2559 มูลนิธิฯ มีผู้อุปการะเด็กที่เป็นคนไทย ประมาณ 48,000 คน และมีเด็กในความอุปการะทั้งสิ้นประมาณ 93,000 คน
ทั้งนี้ เงินบริจาค 600 บาทต่อเดือน มูลนิธิไม่ได้นำไปมอบให้เด็กโดยตรง แต่จะรวบรวมกับเงินบริจาคของผู้อุปการะท่านอื่นๆ ในโครงการเดียวกัน และจัดสรรลงไปยังพื้นที่ทำงาน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเด็กและครอบครัวได้รับการช่วยเหลือตามความจำเป็น โดยได้รับการสนับสนุนให้ได้เรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ
การศึกษา เช่น จัดกิจกรรมเสริมทักษะด้านวิชาการ
สุขอนามัยและโภชนาการ เช่น สนับสนุนให้มีน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนและชุมชน
อาชีพ เช่น จัดการอบรมและฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กและผู้ปกครอง โดยจัดตั้งกลุ่มอาชีพและสหกรณ์ในชุมชน
พัฒนาจริยธรรม เช่น ค่ายผู้นำเยาวชน ค่ายทักษะชีวิต
นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้สัมภาษณ์กับทีมนิวมีเดีย PPTV ถึงกรณีดังกล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องดูว่าเริ่มแรกในขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ ให้ร่วมเป็นผู้อุปการะเด็กโดยหักเงินรายเดือน ตรงนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับผู้บริจาคหรือไม่ ว่าเงินจำนวน 600 บาท จะไม่ถูกนำไปให้เด็กที่รับอุปการะเต็มจำนวน แต่จะถูกนำไปรวมกับผู้บริจาครายอื่น และนำไปบริหารจัดการผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณชีวิตเด็กและครอบครัว หากตั้งแต่เริ่มแรกมีการระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจน ก็ต้องถือว่าทางมูลนิธิฯ ปฏิบัติตามระเบียบอย่างถูกต้อง
นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน
“แต่อย่างไรก็ตาม การประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนร่วมบริจาคเงิน ไม่ว่าจะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดก็ตาม ทางหน่วยงาน องค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ไม่ควรใช้คำที่กำกวม หรือทำให้ผู้ได้รับสารเข้าใจผิดวัตถุประสงค์ ต้องระบุไปใ้ห้ชัดเจนว่าเงินที่ผู้บริจาคให้ไป จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจไปไม่ตรงกัน”
อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน บอกด้วยว่า ในทางปฏิบัติหากผู้บริจาคเงิน มีวัตถุประสงค์ให้นำเงินไปทำประโยชน์ด้านใด ทางองค์กรที่เปิดรับเงินบริจาค ก็ควรนำเงินไปใช้สำหรับสิ่งนั้นโดยตรง เช่น ผู้บริจาคต้องการให้นำเงินไปซื้อผ้าอ้อมหรือรถเข็น ก็ต้องนำเงินที่ได้ไปซื้อผ้าอ้อมหรือรถเข็น แต่หากผู้บริจาคไม่ได้ระบุเจาะจง ก็สามานำไปใช้สำหรับทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร แต่ต้องไม่ใช่การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว