จับตา “วิกฤติแล้ง” สัญญาณอันตราย น้ำหมดก่อนฝนมา !!!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วิกฤติแล้งส่งผลกระทบหนัก ตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำ สำหรับ “อุปโภค” – “บริโภค” ติดลบก่อนถึงฤดูฝน

 

ตั้งแต่ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ปัญหาสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ต่ำกว่าปริมาณที่เหมาะสม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าในปี 2559 ประเทศไทยจะต้องประสบกับวิกฤติภัยแล้งอย่างรุนแรง โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทรัพยากรแหล่งน้ำ ต่างระบุว่าเป็นภัยแล้งที่หนักที่สุดในรอบ 20 ปี

ท่ามกลางความกังวลของเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง กรมชลประทาน ยืนยันว่าสามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนได้จนผ่านพ้นไปถึงฤดูฝน ทว่าจากตัวเลขแผนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือน  พ.ย. 2558 - เม.ย. 2559 ปริมาณ 2,900 ล้าน ลบ.ม. พบว่าจนปัจจุบันเดือน ก.พ. 2559 มีปริมาณการใช้น้ำไปแล้วถึง 1,700 ล้าน ลบ.ม. เหลือน้ำเพียง 1,200 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ประมาณการณ์ความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือน มี.ค – พ.ค 2559 โดยรวม อยู่ที่ 2,600 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น น้ำสำหรับผลิตน้ำประปา 600 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ(ดันน้ำเค็ม) 800 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 1,200 ล้าน ลบ.ม. เท่ากับว่า ขณะนี้ปริมาณความต้องการใช้น้ำสูงกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ถึง 1,400 ล้าน ลบ.ม.

ขณะนี้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เฉพาะต่อตัวเกษตรกรชาวนาเพียงเท่านั้น เพราะปัจจุบันชุมชนทั้นในเขตชนบทและเขตเมือง ต่างเริ่มได้รับความเดือนร้อนจากน้ำอุปโภคบริโภคที่ไม่เพียงพอ ที่สำคัญนับวันปัญหานี้ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นสงครามแย้งชิงน้ำ แม้ว่าภาครัฐจะดำเนินมาตรต่างๆ เพื่อบรรเทาผบกระทบ ทั้งมาตรการแบ่งปันน้ำในการเกษตร การงดทำนาปรัง การปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดการจ่ายน้ำประปาเป็นบางช่วงเวลา และลดแรงดันน้ำในท่อส่ง เป็นต้น

ดั่งที่ นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีมกรุ๊ป จำกัด เคยย้ำกับทีม นิวมีเดีย PPTV ว่า “ในปี 2559 ปัญหาภัยแล้งจะส่งผลกระทบหนัก โดยเฉพาะต่อเกษตรกรชาวนา เนื่องจากน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ สำหรับส่งให้กับทุกพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก ทำให้ในช่วงที่เกิดวิกฤติแล้งสูงสุด อาจเกิดการปัญหาแย่งชิงน้ำในหลายพื้นที่”

ล่าสุด วันนี้ (23 ก.พ. 2559) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งและมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการเกษตร แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในระยะเร่งด่วนและระยะกลาง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1. โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ปี 2558/2559 วงเงินรวมทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท โดยให้สินเชื่อไม่เกิน 12,000 บาทต่อราย กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0 ต่อปี ในระยะเวลา 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 7 - 12 คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี สำหรับเกษตรกรลูกค้ารายย่อยของ ธ.ก.ส. ที่ปัจจุบันมีวงเงินกู้ต่อรายรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งมีอยู่จำนวน 500,000 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ไม่สามารถทำการผลิตได้หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ทำให้มีรายได้ลดลงกว่า ร้อยละ 50 จากรายได้ปกติ เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พร้อมทั้งก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยป้องกันการก่อหนี้สินนอกระบบของเกษตรกร

2. โครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย วงเงินสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 72,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคการเกษตร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรายคน วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือบริษัทชุมชน จำนวน 7,200 ราย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน (ประมาณการจ้างงานได้ 5 - 30 คนต่อกิจการ) โดย ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 10 ปี ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 7 ปี และปีที่ 8 - 10 อัตราดอกเบี้ยปกติตามชั้นลูกค้า วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย

3. โครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤติภัยแล้ง วงเงินสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จำนวน 26 จังหวัด จำนวน 100,000 ราย ที่มีความสมัครใจและตั้งใจในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอย่างแท้จริงและผ่านการคัดเลือกจากชุมชน (ชุมชน ได้แก่ กลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส. กลุ่มอาชีพ หรือวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพและอยู่ในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จำนวน 26 จังหวัด) ใช้เป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าปัจจัยการผลิต และค่าจ้างแรงงานให้กับเกษตรกร โดยกำหนดวงเงินกู้กลุ่มละไม่เกิน 3 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน

มาตรการข้างต้นถือเป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบบางส่วน และเป็นวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ในระยะยาวการบริหารจัดการน้ำยั่งยืน ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพราะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำที่ยากลำบาก และมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกับอดีตที่เคยผ่านมา ขณะที่ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้น้ำก็จำเป็นต้องร่วมมือกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำเพื่อลดการสิ้นเปลือง โดยมีการคาดการณ์ว่าหากทุกคนช่วยลดการใช้น้ำลงได้ ร้อยละ 20-30 จะเหลือน้ำกว่า ล้าน ลบ.ม. สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการแบ่งไปใช้ในภาคการเกษตรกรรม..

 

PPTV Photo: สมศักดิ์ เนตรทอง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ