จำเลยที่ 1 - นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด
อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) - จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “ คุย คุ้ย ข่าว” ไม่ได้รายงานโฆษณาเกินเวลาของบริษัทไร่ส้ม ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
จำเลยที่ 2 - บริษัทไร่ส้ม จำกัด
สิทธิโฆษณาได้ 5 นาที : รายการวันเสาร์-อาทิตย์ 1 ชั่วโมง
สิทธิโฆษณาได้ 2 นาที 30 วินาที : รายการวันจันทร์ – ศุกร์ 30 นาที
จำเลยที่ 3 - นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัทไร่ส้ม เป็นผู้ลงนามสั่งจ่ายเงินตามเช็ค ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม
จำเลยที่ 4 - น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บริษัทไร่ส้ม เป็นผู้นำเช็คมามอบให้ นางพิชชาภา
“สัญญา ระบุว่า ถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง บ.ไร่ส้มต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาส่วนเกินให้แก่บริษัท อสมท.จำกัด ไม่มีสิทธิจะแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆกับ อสมท.
การร่วมผลิตรายการของ บริษัทไร่ส้ม จำกัด (จำเลยที่ 2) ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต โดยมีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา (จำเลยที่ 3) ในฐานะกรรมการ ผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม เป็นพิธีกรจัดรายการ ซึ่งทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่า ถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง บริษัทไร่ส้มต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาส่วนเกินให้แก่บริษัท อสมท.จำกัด ซึ่งบริษทไร่ส้ม ไม่มีสิทธิจะแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆกับ อสมท.
เรื่องนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า บริษัทไร่ส้มจะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนลดทางการค้าปกติร้อยละ 30 จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138 ล้านบาท เพราะบริษัทไร่ส้ม เป็นฝ่ายผิดสัญญา
มีความผิด ไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาต่อ อสมท.ใช้น้ำยาลบคำผิด ลบรายโฆษณาที่เกินออกจากใบคิวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502
นางพิชชาภา ซึ่งมีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่กลับไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ อสมท. ได้รับความเสียหาย ซึ่งหลังเกิดเหตุ นางพิชชาภา ยังใช้น้ำยาลบคำผิด ลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาของบริษัทไร่ส้มออกจากใบคิวโฆษณารวม ซึ่งแสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง
เมื่อนางพิชชาภา มีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็คเป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 , 8 ,11 ประกอบ ป.อาญา มาตรา 83 โดยยึดผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของทาง อสมท. แต่งตั้งขึ้นรวม 2 ชุด
การที่นายสรยุทธ เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้น น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การที่นำเช็คไปมอบให้แก่นางพิชชาภา แม้จะให้โดยเสน่หาแต่ไม่รายงานให้ทราบก็ถือเป็นการสนับสนุน ซึ่งในทางนำสืบศาลเห็นด้วยกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีความเห็นว่า จำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย เพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของ นางพิชชาภา ทำให้บริษัทไร่ส้มได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดนั้นด้วย
แม้ว่าการที่บริษัทไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกินจำนวนกว่า 138 ล้านบาท ให้กับ อสมท. แล้ว แต่ก็ถือว่ามีความผิดเกิดขึ้น แต่จึงเห็นควรลงโทษสถานเบา