วันนี้ (3 มี.ค. 59) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ส่งผลให้มี 10 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยอยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันปรับแผนบริหารจัดการเพื่อให้พ้นวิกฤตไปให้ได้ โดยบางเขื่อนอาจต้องมีการดึงน้ำตายหรือน้ำก้นเขื่อนในบางแห่งมาใช้
ด้านนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ใน 10 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนคลองศรียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนกระเสียว เขื่อนลำปาว เขื่อนแม่กวง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำพระเพลิง จึงได้มีการปรับแผนบริหารการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขณะที่การประปานครหลวงมีแผนรองรับปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยการต่อท่อน้ำประปาจากพื้นที่หนึ่งมาช่วยเหลืออีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่มีพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำประปา มีเพียงพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ในเขตพื้นที่การประปาสาขา 61 สาขา นอกจากนี้มีพื้นที่ 5 แห่งที่จะต้องดำเนินการลดแรงดันน้ำได้แก่ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์, อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น, อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา, อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และ อำเภอศรีประจัน จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะที่มีพื้นที่ที่ต้องดูแลผลักดันน้ำเค็ม 3 แห่งได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ อำเภอบางคล้า อำเภอบางปะกง จ.สมุทรปราการ
ด้านนายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งมีความต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2258 และคาดว่าจะส่งผลไปถึงเดือน พ.ค. 59 โดยที่ผ่านมาจนถึงเดือน ก.พ. 59 มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 271,341 ราย เนื่องจากไม่สามารถปลูกพืชและทำนาได้ตามฤดูกาล ในระยะยาวอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรกร โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร
ทั้งนี้เนื่องจากสัดส่วนแรงงานภาคเกษตรระหว่างปี 2555-2558 พบว่าแรงงานมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากร้อยละ 39.63 ของผู้มีงานทำทั่วประเทศเหลือเพียงร้อยละ 32.28 เท่านั้น รวมถึงแรงงานที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคเกษตรสูงขึ้น
ส่วนมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนเพื่อสร้างรายได้ในช่วงภัยแล้งของรัฐบาลที่สำคัญ เช่น ส่งเสริมความรู้และปัจจัยการผลิต การขยายเวลาชำระหนี้ การจ้างงานเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเป็นต้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 15,458 ล้านบาท