หากพิจารณาสาเหตุระเบิดตามหลักฐานที่กระทรวงคมนาคมใช้วิเคราะห์ ถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับทฤษฎีทางเคมีที่นักวิชาการคาดการณ์ไว้ว่า ชนวนเหตุระเบิดครั้งนี้อาจเกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของการดูแลถังแอลเอ็นจีในขั้นตอนของการนำมาใช้งาน ซึ่งหากจะทำความเข้าใจทฤษฎีนี้ คุณผู้ชมอาจจะต้องรู้จักแอลเอ็นจีก่อน
แอลเอ็นจีถือว่าเป็นก๊าซธรรมชาติเหลวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพลังงานสะอาดต่อสิ่งแวดล้อม และถือว่าเป็นความหวังของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ในระยะยาว ถึงขั้นที่บริษัท ปตท. ตั้งบริษัทลูกมาดำเนินกิจการนี้โดยเฉพาะภายใต้ชื่อ พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด
ในเว็บไซต์ของบริษัทนี้ อธิบายลักษณะของแอลเอ็นจีไว้ว่า เป็นก๊าซธรรมชาติ ที่มี “ก๊าซมีเทน” เป็นส่วนประกอบหลักร้อยละ 75 ถึง 90 และจะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิ 162 องศาเซลเซียส เป็นสารติดไฟที่มีความเข้มข้น 5 ถึง 15 เปอร์เซนต์ และจุดติดไฟได้ด้วยตัวเองที่อุณหภูมิ 537 องศาเซลเซียส
หากนำมาใช้ในเครื่องยนต์เป็นเชื้อเพลิงทดแทน ก็จำเป็นจะต้องใช้ไนโตรเจนเหลวมาช่วยในการหล่อเย็นและจำเป็นต้องอาศัยการดูแลที่ถูกต้องตามหลักการ
นักวิชาการด้านเคมี อธิบายหลักการของถังแอลเอ็นจีที่ใช้ในเรือโดยสารว่า ชั้นในสุดจะบรรจุ “ก๊าซมีเทน” ส่วนชั้นบนขึ้นมา จะใช้ลิควิดไนไตรเจนเป็นสารหล่อเย็นมาหล่อเลี้ยงให้ “ก๊าซมีเทน”ภายในคงสภาพอยู่ที่อุณหภูมิ 161-162 องเซลเซลเซียส ตามที่เวปไซด์ของบริษัทพีทีที แอลเอ็นจีนำเสนอไว้
ตามวงรอบผู้ใช้งานจะต้องเติมลิควิดไนไตรเจนทุก 15 วัน หรือ 2 สัปดาห์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า หากแรงระเบิดเกิดขึ้นจากภายในนอกถังจริง ก็อาจจะเกิดจาก ลิควิดไนไตรเจน มีปริมาณไม่เพียงพอ จนทำให้ “ก๊าซมีเทน” ไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ได้ตามหลักการ จนเกิดแรงดันตัวเองออกมาภายนอกถัง และเกิดระเบิดขึ้นเมื่อสัมผัสกับประกายไฟ
หากเป็นไปตามทฤษฎีนี้ นั่นหมายความว่า เป็นไปสูงที่เหตุระเบิดครั้งนี้จะเกิดจากความบกพร่องของผู้ใช้งาน ที่ไม่เติมไนโตรเจนเหลวตามวงรอบ