การที่เราให้ใครสักคนยืมเงิน แต่พอถึงเวลาครบกำหนดชำระเงินคืน แต่ปรากฏว่าลูกหนี้กลับไม่ยอมคืนเงินตรงเวลา เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้สึกหงุดหงิด ยิ่งถ้าเจอลูกหนี้ประเภทที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย คงยิ่งกว่าเอือมระอา หรือประเภทที่หลบหน้า ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ตอบไลน์หรือเฟซบุ๊ก เรียกได้ว่าจะติดต่อไปช่องทางไหนก็ไม่สามารถติดต่อได้ อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ว่า “ฉันโมโหแล้วนะ ฉันจะแฉเธอให้ทั่วโลกได้รับรู้ ให้เธออายจนอยากมุดแทรกแผ่นดินหนี” จนเป็นที่มาของการโพสต์ทวงหนี้ผ่านไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าไทม์ไลน์หรือในคอมเมนท์ หรือการแคปรูปทวงเงินจากในช่องแชทที่เคยคุยกันมาประจาน
ทว่าเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือการที่เจ้าหนี้โพสต์ทวงหนี้ในลักษณะเช่นนั้นถือว่าผิด พรบ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 100,000 บาท เกิดเป็นคำถามที่ว่า... แล้วฉันเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ไม่คืนเงินฉันสักที การที่ฉันโพสต์ทวงหนี้ ทำไมฉันถึงผิด?
ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ จากเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” เปิดเผยกับทีมนิวมีเดีย “PPTV” ว่าการทวงหนี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม หรือทวิตเตอร์ โดยการไปโพสต์ตามหน้าไทม์ไลน์หรือคอมเมนท์ในโพสต์ของลูกหนี้ ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์สาธารณะ เพื่อนๆของลูกหนี้หรือบุคคลทั่วไปอาจจะเข้ามาอ่านโพสต์หรือคอนเมนท์นั้นได้ ถือว่าไม่เป็นการหมิ่นประมาท ตามแนวฎีกา 1739/2523 แต่เป็นการทำผิดตาม พรบ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 11(3) แจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับการเป็นหนี้ของลูกหนี้ต่อบุคคลภายนอก โทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 100,000 บาท เพราะถือว่าเป็นการเปิดเผยความลับของลูกหนี้
และในอีกกรณีหนึ่งหากเจ้าหนี้เป็นคนอารมณ์ร้อน โทรไปหาลูกหนี้แล้วแล้วพูดจาด้วยคำพูดที่ไม่ดี จะมีความผิดทางกฎหมาย พรบ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เช่นกัน มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือหากมีการข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆนานา โทษก็จะหนักขึ้น เป็นโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ปรับ 500,000 บาท
ทั้งนี้ลูกหนี้สามารถเดินทางไปแจ้งความเพื่อแจ้งจับเจ้าหนี้ตามพรบ.ฉบับนี้ได้เลย แล้วสามารถร้องเรียนผ่านคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดได้ ทางคณะกรรมการฯจะมีอำนาจสั่งปรับได้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา เป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้ ตำรวจจะต้องส่งยื่นต่อศาลหรือให้ทางคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดสั่งเปรียบเทียบปรับ
สำหรับการทวงหนี้ที่ถูกต้องนั้น เจ้าหนี้ต้องใช้วิธีในทางกฎหมาย โดยการให้ทนาย บริษัท หรือพนักงานกฎหมายที่มีใบอนุญาตรับทวงหนี้ออกหนังสือแจ้งเตือนให้มาชำระหนี้ตามกฎหมาย เช่น การแจ้งเป็นหนังสือปิดผนึกห้ามเปิดเผย การไม่ลงตรา สัญลักษณ์ว่าเป็นจดหมายทวงหนี้ส่งไปยังลูกหนี้ ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้ได้รับแล้ว แล้วลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามชำระหนี้ เจ้าหนี้สามารถให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามกฏหมาย และหากลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้อีก ก็ให้ขออำนาจศาลสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ได้
ทนายรณรงค์ กล่าวต่อว่าวิธีการทวงถามหนี้ อย่างแรกคือปัจจุบันจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมเล่นโซเชียลมีเดียมาก ถ้าหากจะทวงถามผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ก็ควรทักไปที่ช่องแชทส่วนตัว (private) หรือส่งไปทางอีเมลส่วนตัว ซึ่งบุคคลที่ 3 จะมองไม่เห็น และสามารถโทรศัพท์ทวงได้ แต่ว่าในการใช้โทรศัพท์โทรหาลูกหนี้ ก็มีข้อกำหนดเช่นเดียวกัน โดยวันจันทร์ถึงศุกร์โทรได้ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ โทรได้ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ถ้าหากโทรเกินกว่านั้นมีโทษปรับ 100,000 บาท ไม่ได้โทรได้ 24 ชม.เหมือน พรบ.ฉบับก่อนหน้า
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เกิดเป็นคำถามที่ว่า พรบ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อลูกหนี้มากเกินไปหรือไม่? ทนายรณรงค์ กล่าวว่าพรบ.ฉบับนี้มีเจตนารมย์ในการปกป้องสิทธิของลูกหนี้ไม่ให้ถูกเจ้าหนี้ทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย ดังจะเห็นได้จากในอดีต เราอาจเคยเห็นข่าวแก๊งทวงหนี้โหดทั้งจากมอเตอร์ไซต์ที่บุกมาหา หรือบัตรเครดิตที่โทร ส่งแฟกซ์ หรือส่งจดหมายมารบกวนการทำงานของพนักงานออฟฟิศ การออกพรบ.ฉบับใหม่ของทางฝ่ายกฎหมาย ก็เพื่อแก้ปัญญาที่เกิดขึ้น
“จริงๆแล้วโดยหลักการทวงหนี้ ไม่ควรไปกระทบสิทธิของลูกหนี้เกินสมควร ถ้าทุกคนใช้สิทธิทางศาลทางกฎหมาย ก็จะปลอดภัยกับทั้งสิทธิของทรัพย์สิน ชื่อเสียง และเสรีภาพของคู่กรณี” ทนายรณรงค์ กล่าว