หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำคดีของตำรวจที่ล่าช้า กรณีอุบัติเหตุรถเบนซ์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนรถเก๋งฟอร์ด เป็นเหตุทำให้นักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิตถึง 2 ราย ล่าสุด พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหากับคนขับรถเบนซ์ ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตแล้ว
วันนี้ (17 มี.ค. 2559) พนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าทำการสอบปากคำ นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ที่โรงพยาบาลสมิติเวชเป็นครั้งแรก หลังขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ ด้วยความเร็วสูงและพุ่งชนรถยนต์ของ 2 นักศึกษาปริญญาโท จนพลิกคว่ำและถูกไฟคลอกเสียชีวิต พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเพื่อดำเนินคดี
หลังสอบปากคำกว่า 3 ชั่วโมง พันตำรวจโทสมศักดิ์ พลพันขาง รองผู้กำกับสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าขับรถโดยประมาทจริง ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ว่าผู้ต้องหาเคยก่อเหตุขับรถจนเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้มาแล้วกี่ครั้ง แต่สอบถามญาติเบื้องต้นยอมรับว่าเคยเกิดเหตุลักษณะนี้มาก่อน
ส่วนประเด็นที่ไม่ได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังเกิดอุบัติเหตุนั้น เนื่องจากนายเจนภพ ยังอยู่ในอาการบาดเจ็บและการไม่ให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ก็เป็นสิทธิ์ แต่ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุตำรวจไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอร์ในตัวผู้ต้องหา
ส่วนกรณีพบยาแก้โรคซึมเศร้าภายในรถเบนซ์ของผู้ต้องหา ทางพนักงานสอบสวนจะไปตรวจสอบรายละเอียดให้แน่ชัดอีกครั้ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป พร้อมยืนยันว่าไม่กดดันในการทำคดีนี้ แม้จะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ด้าน นายเจษฎา วีรพร บิดาของนายเจนภพ กล่าวว่า วันเกิดเหตุอยู่ที่ภูเก็ต เมื่อทราบข่าวก็รีบกลับมาทันที และได้เดินทางไปร่วมสวดอภิธรรมศพผู้เสียชีวิตในคืนแรก พร้อมยอมรับว่าบุตรชายเคยประสบอุบัติมาแล้ว 2-3 ครั้ง แต่ไม่อยากให้สังคมซ้ำเติม
ขณะที่ สำนักพระราชวัง ได้มีกำหนดการพระราชทานเพลิงศพ ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 สองราย ในวันที่ 19 มีนาคมนี้
ทั้งนี้ จากการที่ทีมข่าว PPTV พยายามใช้หลักทางวิทยาศาสตร์ คำนวณหาความเร็วของรถเบนซ์ที่พุ่งชนรถฟอร์ด พบว่าจากภาพแรกที่รถเบนซ์ปรากฎจนถึงจุดที่ชน ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที ซึ่งญาติของผู้เสียชีวิต เปิดใจกับ PPTV ว่า เริ่มไม่มั่นใจในแนวทางการสอบสวน หลังพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เก็บหลักฐานสำคัญจากคู่กรณี
โดยน้องสาวของ นางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย แสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่มั่นใจการทำงานของตำรวจในคดีนี้ โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระอินทร์ราชา ที่ไม่มีกระบวนการตรวจหาสารเสพติดจากนายเจนภพ วีรพร คนขับรถเบนซ์ ทั้งที่เกิดเหตุมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ผ่านมาถึง 4 วันแล้ว และไม่ได้รับการติดต่อเพื่อแสดงความรับผิดชอบจากคู่กรณี
เพื่อความชัดเจน ทีมข่าว PPTV เดินไปยังที่ทำการสถานีตำรวจภูธรพระอินทร์ราชา เพื่อขอคำอธิบายที่ชัดเจนจากตำรวจอีกครั้ง เกี่ยวกับแนวทางการสอบสวนและดำเนินคดี แต่ผู้กำกับการปฏิเสธให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ เพียงแต่ให้คำยืนยันว่า การดำเนินคดีจะเป็นไปตามกฎหมายอย่างแน่นอน
พร้อมชี้แจงสาเหตุที่ไม่หาสารเสพติดในตัวนายเจนภพว่า เป็นเพราะนายเจนภพได้รับบาดเจ็บ จึงต้องนำส่งโรงพยาบาลก่อน และตำรวจในที่เกิดเหตุไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากนายเจนภพ ส่วนการขอตรวจในภายหลัง นายเจนภพ ปฏิเสธและโรงพยาบาลก็ไม่มีอำนาจตรวจ
จากการตรวจสอบความเร็วของรถเบนซ์คันที่เกิดเหตุ โดยนับจากเฟรมภาพของรถคันที่บันทึกภาพเหตุการณ์นี้ไว้ได้ โดยเริ่มนับภาพทีละเฟรม โดยยึดจากความสามารถของกล้อง ที่บันทึกภาพได้ 30 เฟรม ใน 1 วินาที พบว่านับจากภาพแรกที่รถเบนซ์เข้ามาอยู่ในภาพ จนถึงเวลาที่ชน นับได้ประมาณ 18-22 เฟรม หมายความว่า ใช้เวลาจากจุดแรกที่เห็น ถึงการชน ไม่ถึง 1 วินาที จากนั้นทีมข่าวได้สอบถามไปยังผู้ที่บันทึกภาพนี้ไว้ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่ารถคันที่บันทึกภาพ ใช้ความเร็วประมาณไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แม้จะใช้วิธีนี้แต่นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ที่จะบอกได้เพียงระดับหนึ่งว่ารถวิ่งมาด้วยความเร็วหรือไม่ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าใช้ความเร็วเท่าไหร่ เพราะหลักการคำนวณ ความเร็วนี้
ทีมข่าวใช้หลักการของศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งใช้หลักการเดียวกันนี้ในการคำนวณความเร็วรถ โดยกำหนดจุดที่นิ่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง และคำนวนความเร็วโดยการนับเฟรมของภาพ แต่มีสิ่งที่เรายังคำนวณไม่ได้ คือความยาวของรถ ที่ต้องวัดจากมุมมอง และยังไม่สามารถหาระยะห่างที่แน่นอนระหว่างรถคันที่บันทึกภาพกับรถคันที่ถูกชนได้