เรือเอกสมัคร ใจแสน หัวหน้าห้องเวชศาสตร์ใต้น้ำ รพ.ฐานทัพเรือสงขลา ผู้อำนวยการหลักสูตรกู้ชีพและช่วยชีวิตทางน้ำ เปิดเผยว่า นักดำน้ำกู้ชีพถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม เพื่อเสริมทักษะความรู้และข้อปฏิบัติที่ถูกต้องในการดำน้ำ และสังเกตอาการหรือรักษาตัวเองหลังการดำน้ำลึก เนื่องจากปัจจุบันพบว่านักดำน้ำกู้ชีพส่วนใหญ่ มักได้รับการฝึกอบรมแบบพี่สอนน้องจากรุ่นพี่ในทีม ซึ่งบางครั้งตัวผู้สอนเองอาจสอนไม่ถูกต้องตามหลัก ทำให้ในแต่ละปีมีนักดำน้ำกู้ชีพเสียชีวิต จากการลงไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับรายงานไม่ต่ำกว่า 2-3 ราย แต่ที่ไม่ได้ถูกรายงานเข้ามาก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อย
ปัญหาที่พบในขณะนี้คือส่วนใหญ่ ทีมนักดำน้ำขาดการวางแผนก่อนลงดำน้ำ อย่างกรณีล่าสุดที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ที่ทีมนักดำน้ำ 4 ราย ดำลึกเกินระดับที่เหมาะสม ทำให้หนึ่งในทีมดำสูญหายยังหาร่างไม่พบ ส่วนที่เหลืออีก 3 ราย ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพราะขึ้นจากน้ำเร็วเกินไป ขณะเดียวกันก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักปฏิบัติและข้อห้ามหลังการดำน้ำลึกด้วย เช่นกรณีของนักดำน้ำเขื่อนภูมิพล ที่ใช้กำลังเดินขึ้นเขาทันทีหลังดำน้ำทำให้เกิดอาการขาชา ซึ่งหากอาการรุนแรงจะอันตรายถึงขั้นเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้
สำหรับโรคที่เกิดจากการดำน้ำลึกที่พบได้บ่อยครั้ง ได้แก่ โรคน้ำหนีบ หรือ โรคลดความกด เป็นโรคที่เกิดจากเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ได้รับก๊าซไนโตรเจนภายใต้ความกดดันจนเกิดภาวะอิ่มตัว เมื่อมีการลดความกดดันระหว่างขึ้นสู่ผิวน้ำ เนื้อเยื่อจึงคายก๊าซไนโตรเจนที่เกินออกเกิดเป็นฟองอากาศ เข้าสู่ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งระบบการไหลเวียนของเส้นเลือด ทำให้เกิดการอุดตันในตำแหน่งต่างๆ แบ่งอาการตามความรุนแรงของโรคได้ 2 ชนิด คือ Mild Type มีอาการปวดตามข้อต่าง ๆ คันตามผิวหนัง มีผื่นขึ้น หรือมีอาการบวมเฉพาะที่ และ Serious Type มีอาการวิงเวียน เดินเซ แขนขาอ่อนแรง แน่นหน้าอก เป็นอัมพาต หมดสติ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ เพื่อลดความสูญเสียของทีมนักดำน้ำกู้ชีพ เร็วๆ นี้ทางเครือข่ายจะนำร่องฝึกอบรมเสริมทักษะความรู้เชิงลึก ให้กับทีมนักดำน้ำกู้ชีพในพื้นที่ จ.สงขลา และจะผลักดันให้มีการขยายหลักสูตรไปทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกู้ชีพ และลดโอกาสการสูญเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าได้