สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านทรงไทยหลังนี้ เกิดขึ้นหลังพายุฤดูร้อนเคลื่อนผ่าน ตำบลกุดน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา แม้จะเป็นบ้านหลังเดียวในพื้นที่ ที่เสียหายหนัก จนแทบไม่เหลือสภาพเดิม แต่หลักฐานที่ปรากฎในพื้นที่ บ่งชี้ชัดเจนว่า สาเหตุไม่น่าจะเกิดจากพายุที่มีความรุนแรงเพียงเท่านั้น
หากสังเกตจากบริเวณหลังบ้านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเสาทุกต้นล้มและหลุดออกจากฐานของบ้าน นั่นเป็นเพราะว่าผู้ก่อสร้างใช้ แผ่นเหล็กที่มีความยาวประมาณ 1 ฟุตและ น๊อตอีกสองตัวยึดเสาไว้ซึ่งลักษณะการก่อสร้างเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านพังถล่มลงมาหลังจากเกิดลมพายุ
ขณะที่ชายทั้ง 2 คนนี้ คือ พี่ชายและลูกชายของเจ้าของบ้าน เขาให้ข้อมูลว่า บ้านหลังนี้จ้างบริษัทแห่งหนึ่ง ที่รับปลูกบ้านไม้ทรงไทย การก่อสร้างใช้เวลา 2 เดือน และนับตั้งแต่บ้านสร้างเสร็จ ก็ส่งสัญญาณอันตรายมาอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่ลมพัด พวกเขารับรู้ถึงการสั่นไหวไปตามแรงลม แต่ก็ไม่คิดว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะหนักหนาเพียงนี้
ทีมข่าว PPTV สอบถามไปยัง ส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้อย พบข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะมีความเป็นไปได้สูง ที่การก่อสร้างบ้านหลังนี้จะไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างไว้ บริเวณฐานรากที่ยึดกับเสาบ้านทั้ง 24 ต้น จะต้องฝังลงดินและมีฐานคอนกรีตเป็นตัวยึดไว้เป็นเหล็ก 2 ด้าน แต่การสร้างจริงกลับพบเพียง เหล็กยึดเสาเพียง 1 ด้าน และไม่ได้ฝังตามแบบ
ส่วนการขออนุญาต ก่อสร้างทั้งหมด ทำตามขั้นตอนถูกต้อง โดยมี ชื่อ นางวันเพ็ญ บิสซิงเงอร์ เจ้าของบ้าน เป็นผู้ควบคุมงานด้วยตัวเอง เพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ว่า อาคารไม้ ที่มีขนาดไม่เกิน 150 ตารางเมตร ได้รับการยกเว้น ไม่จำเป็นต้องมีสถาปนิก หรือวิศวกรควบคุมงาน นั่นอาจทำให้เป็นช่องว่าง ที่ทำให้ผู้รับเหมาไม่ทำตามแบบ เพราะต้องการลดต้นทุน เนื่องจากเจ้าของบ้าน ก็ไม่มีความรู้พอในการคุมงานก่อสร้าง
แม้ชื่อผู้ควบคุมงานจะเป็นเจ้าของบ้าน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้อย ยืนยันว่า ผู้รับเหมาหรือผู้รับก่อสร้าง ก็ยังคงต้องรับผิดชอบ และหากหลักฐานชัดเจนว่าตั้งใจไม่ก่อสร้างตามแบบ ก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
ทวีศักดิ์ จิตเจริญ ถ่ายภาพ
อรอุษา พรมอ๊อด รายงาน