นายสมชัย วงษ์สุข อายุ 56 ปี เกษตรกรบ้านหนองแต้ เกษตรกรผู้ที่นำร่องทำอาชีพเลี้ยงกบมานานกว่า 10 ปี เล่าว่า พอหมดฤดูนาปี เกษตรกรส่วนใหญ่จะไปทำงานรับจ้างต่างจังหวัดหารายได้เสริมเพราะไม่มีงานทำ แต่ตนเห็นว่ากบน่าจะหายากในช่วงหน้าแล้ง และลูกอ๊อดเป็นสิ่งที่ตลาดมีความต้องการสูง หาตามธรรมชาติได้ยาก จึงทดลองเลี้ยง ด้วยการนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาขยาย เริ่มต้นใช้เวลา 2-3 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถขายได้ทั้งลูกอ็อด รวมถึงกบที่โตแล้ว และมีตลาดรองรับตลอด จึงแนะนำส่งเสริมชาวบ้านเลี้ยงมาต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันในหมู่บ้านมีคนยึดอาชีพนากบเกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 100 ครอบครัว
สำหรับการเลี้ยงนั้น เมื่อถึงหน้าแล้ง จะปรับที่นาประมาณ 1 ไร่ ใช้ตาข่ายเขียวขึงรอบที่นา เพื่อปรับเป็นบ่อเลี้ยงกบ ขายลูกอ็อด โดยแต่ละปีจะใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์อายุ 1 ปีประมาณ 2 พันตัว ใช้ระยะเวลา 20 - 30 วัน ลูกอ็อดโตได้ขนาด ก็สามารถเริ่มตักขาย พร้อมนำมาบรรจุถุงพลาสติก ประมาณถุงละ 1 กิโลกรัม และอัดออกซิเจน เพื่อให้สามารถอยู่ได้นาน ขนส่งไปขายต่างจังหวัดได้
การขายลูกอ็อด เมื่อขายต้นฤดูจะได้ราคาประมาณ กิโลกรัมละ 200 -250 บาท กลางฤดูจะลดลงอยู่ที่ ประมาณกิโลกรัมละ 150 -200 บาท ส่วนกบขายได้ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 – 200 บาทแล้วแต่ขนาด ยิ่งช่วงหน้าหนาว กบธรรมชาติขาดตลาด ยิ่งได้ราคาดี ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท ทุกวันนี้ในหมู่บ้านจะมีลูกอ็อด ส่งขายไปตามตลาดทั่วภาคอีสานวันละไม่ต่ำกว่า 4 -5 ตัน เป็นเงินไม่ต่ำกว่าวันละแสนบาท มีเงินสะพัดปีละหลาย 10 ล้านบาท โดยลูกอ๊อดและกบเป็นที่นิยมในการนำไปทำเป็นอาหารเมนูเด็ดของแซบอีสาน เช่น แกงอ่อม นึ่ง หมก และผัดเผ็ด