สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งฟิลิปปินส์ครั้งนี้มีสีสันมากที่สุด คงเป็นบุคลิกและนโยบายที่แตกต่างกันของผู้สมัครแต่ละคน ซึ่งผู้สมัครที่มาแรงที่สุดในนาทีนี้ คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก โรดริโก ดูเตอร์เต ผู้ว่าการเมืองดาเวา หรือที่หลายคนเรียกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งเอเชีย จากลักษณะการหาเสียงที่ดูโผงผาง และใช้แต่คำหยาบ
ผลงานเด่นของ ดูเตอร์เต คือ การใช้กฎเหล็กกวาดล้างอาชญากรรมในเมืองดาเวา จนกลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในฟิลิปปินส์ ซึ่งดูเตอร์เตประกาศชัดเจนว่า หากตนเองได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ก็จะเป็นยุคนองเลือดอีกยุคหนึ่ง เพราะเขาได้ประกาศจะแก้ปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ให้หมดไปภายใน 6 เดือน โดยจะให้อำนาจตำรวจทหารในการสังหารอาชญากรทันที โดยไม่สนคำทักท้วงของนักสิทธิมนุษยชน จนนิตยสาร Time ให้ฉายาว่า "The Punisher" หรือ เพชรฆาต / ส่วนนโยบายต่างประเทศ ดูเตอร์เตยืนยันว่าพร้อมจะเจรจา ผสานรอยร้าวกรณีข้อพิพาททางทะเลกับจีน และยังขู่จะตัดความสัมพันธ์กับออสเตรเลียและสหรัฐฯด้วย
ผู้สมัครที่มีคะแนนตามมาติดๆ คือ วุฒิสมาชิก เกรซ โป บุตรบุญธรรมของอดีตนักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ เธอเป็นผู้สมัครอิสระ ที่เคยติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติในการลงสมัคร เนื่องจากไม่ได้มีสัญชาติฟิลิปปินส์มาตั้งแต่กำเนิด แต่สุดท้ายศาลสูงฟิลิปปินส์ก็ไฟเขียวให้เธอลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้
นโยบายเด่นของเธอจะเน้นไปในทางเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งแก้ปัญหาปากท้อง และส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้ เธอยังมีแนวคิดสนับสนุนให้ฟิลิปปินส์เข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP กับสหรัฐฯ และ 11 ชาติเอเชียแปซิฟิกด้วย ส่วนนโยบายต่างประเทศ โปต้องการให้นานาชาติเข้ามาเป็นตัวกลาง ช่วยคลี่คลายข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
ส่วนผู้สมัครที่น่าสนใจอีก 3 คน คือ มาร์ โรซัส รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเบนิกโน อากิโน ที่ 3 ตามด้วยรองประธานาธิบดี เจโจมาร์ บิเนย์ ซึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชัน และเน้นนโยบายที่สวนทางกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน นั่นคือ การเร่งฟื้นความสัมพันธ์กับจีน คนสุดท้าย คือ วุฒิสมาชิก มีเรียม ดีเฟนเซอร์ ซานติอาโก ที่เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ผู้สมัครที่คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจ กลับเป็นคนที่เธอเลือกขึ้นมาเป็นผู้สมัครร่วม ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี นั่นคือ นายเฟอร์ดินานด์ "บองบอง" มาร์กอส จูเนียร์ บุตรชายของอดีตผู้นำจอมเผด็จการนั่นเอง
และอีกหนึ่งสีสันที่ไม่พูดถึงไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ แมนนี่ ปาเกียว ตำนานนักชกขวัญใจชาวฟิลิปปินส์ ที่ผันตัวเองมาเล่นการเมือง โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และปีนี้เขาได้ประกาศขอลงสู้ศึกเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาดูสักครั้ง
หนึ่งในผู้สมัครที่กล่าวมาข้างต้น จะได้เป็นผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งหากดูจากผลสำรวจความนิยมล่าสุดในขณะนี้ เรียกได้ว่า ดูเตอร์เต มาวินในทุกๆสำนัก แสดงให้เห็นว่า ประชาชนกำลังโหยหาผู้นำที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายหนักแน่น ในการต่อสู้กับอาชญากรรม และยาเสพติด ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากบรรดานักวิเคราะห์ ที่ออกมาเตือนว่า ดูเตอร์เตจะกลายเป็นผู้นำเผด็จการคนใหม่ และยังมีสายสัมพันธ์กับพวกคอมมิวนิสต์ด้วย ขณะที่มีกระแสข่าวว่า อาจมีการโกงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ เพื่อขัดขวางไม่ให้ดูเตอร์เตได้รับชัยชนะ หรือหากเขาได้รับเลือกจริง ก็อาจมีการทำรัฐประหาร ซึ่งดูเตอร์เตก็ออกมาขู่ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนของเขาจะลุกฮือขึ้นปฏิวัติอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งทางการเมืองที่ออกมากล่าวหาว่าเขามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งหากผิดจริง นายดูเตอร์เตก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาทุจริตด้วย
หลายคนอาจมองว่า เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้านประเทศนี้ ยังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยเราเกี่ยวพันกับฟิลิปปินส์มากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งบ่มเพาะกลุ่มหัวรุนแรงในภูมิภาค รวมถึงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ที่ฟิลิปปินส์และหลายๆประเทศพยายามดึงมหาอำนาจและอาเซียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จากนี้ ต้องมาติดตามกันว่า ฟิลิปปินส์ภายใต้ผู้นำคนใหม่ จะดำเนินไปในทิศทางใด