WorldBank2026 WorldBank2026

เปิดตำรา รู้ทันโรค ตอนที่ 2 “โรคฉี่หนู” Leptospirosis

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ประเทศไทย เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. 59 รวมถึงในหลายจังหวัดได้รับอิทธิพลจาก พายุดีเปรสชั่น “โรอานู” (ROANU) ส่งผลให้มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

เมื่อมีฝนตก มีน้ำท่วมขัง ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฉี่หนูก็ตามมา โดยโรคดังกล่าวมักปนเปื้อนอยู่ตามบริเวณพื้นดินแฉะ มีน้ำขัง และบริเวณที่ต้องย่ำน้ำ ซึ่งโรคฉี่หนู เกิดจากอะไร สามารถติดเชื้อได้ทางใดบ้าง รวมถึงสามารถป้องกันได้อย่างไร วันนี้ (23 พ.ค. 59) ทีมนิวมีเดีย PPTV HD 36 เชิญทุกท่านมา “เปิดตำรา รู้ทันโรค” ตอนที่ 2 ทำความรู้จัก “โรคฉี่หนู” ให้มากขึ้น ไปพร้อมกัน!


“โรคฉี่หนู” หรือ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคของสัตว์ที่สามารถติดต่อมาสู่คน ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อมาจากสัตว์หลายชนิด ก่อให้เกิดอาการหลากหลายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ และปริมาณเชื้อที่ได้รับ การติดเชื้อมีได้ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการ มีอาการอย่างอ่อน อาการรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้ เชื้อโรคถูกแพร่ได้จากสัตว์หลายชนิด เช่น สุนัข หนู โค กระบือ สุกร แพะ แกะ รวมถึงสัตว์เลี้ยงในบ้าน เป็นต้น ส่วนใหญ่สัตว์ที่ไวต่อการรับเชื้อมักจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุน้อย หรือลูกสัตว์ที่ไม่เคยได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่มาก่อน และมักพบมากในหนู ซึ่งหนูจะเก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู”


โรคเลปโตสไปโรซิส แพร่กระจายและเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงปลายฤดูฝน พบบ่อยในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงที่พื้นดินแฉะ มีน้ำขัง เอื้อต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อในธรรมชาติ ซึ่งจะพบโรคนี้ได้มากบริเวณจังหวัดที่ปลูกข้าว บริเวณที่ต้องย่ำน้ำ หรือแหล่งน้ำขังที่มีพาหะนำโรคชุกชุม อาจรวมถึงบ่อน้ำขนาดใหญ่ด้วย


โรคฉี่หนู สามารถเข้าสู่ร่างกายของคนได้ 2 ทาง นั่นคือ

1. ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือ โดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด

2. ทางอ้อม เช่น เชื้อจากฉี่หนูปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเข้าสู่คนทางบาดแผล และรอยขีดข่วน หรือมือสัมผัสเชื้อที่ปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเอาเชื้อเข้าทางเยื่อบุในปาก ตา จมูก รวมถึงกินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป

ส่วนการติดเชื้อจากคนสู่คน มีรายงานการติดต่อจากปัสสาวะผู้ป่วยเพียงรายเดียว ส่วนการติดเชื้อจากแม่ผ่านทางรกทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตนั้นมีรายงาน 2 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานเด็กที่คลอดออกมา มีอาการป่วยเหมือนในผู้ใหญ่อีกด้วย

 

สำหรับอาการป่วยหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4-14 วัน โดยเฉลี่ย 10 วัน เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณน่อง ขา เอว เมื่อกดหรือจับจะปวดมาก นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายพบมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย บางรายอาการรุนแรงจนกระทั่งตับวาย ไตวาย และทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

 

ทั้งนี้ กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค ได้แก่ สัตวแพทย์ ผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง ชาวนา การนันทนาการและกีฬาทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ การเล่นเรือแคนู วินด์เซิร์ฟ สกีน้ำ ไตรกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่เดินย้ำน้ำในบริเวณที่มีน้ำขัง

 

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แนะแนวทางป้องกันการเกิดโรคฉี่หนูสำหรับกลุ่มเสี่ยง และประชาชนทั่วไปไว้ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลที่ขา

2. กรณีที่ไม่มีรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ ถ้ามีบาดแผลที่ขา ให้ใช้ถุงพลาสติกสะอาดหรือวัสดุกันน้ำอื่นๆ ห่อหรือคลุมขาและเท้าหรือบริเวณที่มีบาดแผล

3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือย่ำโคลนนานๆ เมื่อพ้นจากน้ำแล้วต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด

4. สวมกางเกงกันน้ำ หรือถุงมือกันน้ำ เมื่อต้องสัมผัสน้ำ เช่นเวลาเดินย่ำน้ำ หรือช่วยสร้างทำนบกั้นน้ำ หรือ ระหว่างทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด

5. ระวังน้ำไม่สะอาดกระเด็นเข้าปาก ตา หรือ จมูก

6. กินอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

7. เก็บอาหารให้มิดชิด ไม่ให้หนูมากินแล้วฉี่ทิ้งไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ควรเก็บอาหารบริเวณที่ใช้นอน

8. ห้ามกินน้ำตามแหล่งธรรมชาติในช่วงน้ำท่วม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องกรองน้ำและต้มน้ำให้ร้อนจัดก่อน

9. ผักต้องล้างด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรกินผักดิบแต่ควรต้มหรือผัดให้สุกก่อนกิน

10. ผลไม้ต้องล้างด้วยน้ำสะอาด และควรปอกเปลือก

11. ระวังน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เพราะเชื้อฉี่หนูมีชีวิตอยู่ได้ในน้ำแข็ง

12. ไม่ถ่ายอุจจาระหรือทิ้งขยะลงน้ำ ควรรวบรวมใส่ถุงพลาสติกแล้ว  มัดปากถุงให้แน่ ระวังถุงรั่ว

13. หาภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อรวบรวมถุงขยะ ถ้าไม่สามารถหาภาชนะมาใส่ได้ให้วางรวมในที่ที่สุนัขหรือสัตว์อื่นมาคุ้ยให้ถุงขยะแตก และไกลจากบริเวณน้ำท่วมถึง

14. พยายามลดปริมาณขยะเท่าที่ทำได้

15. พยายามติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้นำขยะไปทำลายให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้


สำหรับวันจันทร์หน้า ทีมนิวมีเดีย PPTV HD 36 จะพาทุกท่านไป เปิดตำรา ศึกษาโรคอะไรนั้น ทางทีมงานขออุบไว้ก่อนนะครับ ติดตาม "เปิดตำรา รู้ทันโรค" ได้ทุกวันจันทร์ ผ่านทาง www.pptvhd36.com // Facebook PPtv Thailand และ PPTV News
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี // โรงพยาบาลกรุงเทพ // สำนักระบาดวิทยา

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ