นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ภายใต้สังกัดกรมควบคุมโรค 61 แห่ง และสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 7 แห่ง รวมเป็น 68 แห่ง โดยแบ่งเป็นท่าอากาศยาน 17 แห่ง ท่าเรือ 18 แห่ง พรมแดน 33 แห่ง นอกจากนี้ยังมีฐานทัพเรือที่ถูกกำหนด ให้พัฒนาสมรรถนะช่องทางเข้าออกประเทศ ตาม IHR อีก 4 แห่ง ได้แก่ ฐานทัพเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือพังงา ฐานทัพเรือสงขลา และฐานทัพเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ทุกด่านควบคุมโรคต้องปฏิบัติงานตามข้อกำหนด กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 และพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงาน และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและช่องทางเข้าออกประเทศ ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีการสร้างเครือข่ายในการป้องกัน ควบคุมโรคร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินทางสาธารณสุข เช่น เหตุการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา หรือโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง(เมอร์ส)
สำหรับนโยบายการพัฒนาด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ในบริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้
1. เป็นศูนย์กลางและต้นแบบการจัดการ ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง และป้องกันด้านโรคติดต่อระหว่างประเทศ ในระดับประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. เป็นศูนย์กลางการจัดการระบบฐานข้อมูลการเฝ้าระวัง คัดกรองโรคติดต่อระหว่างประเทศ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในช่องทางเข้าออกประเทศ
3. เป็นองค์กรนำในการบูรณาการเครือข่ายเฝ้าระวัง และป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ ในช่องทางเข้าออกประเทศเพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีองค์ความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังและติดตามโรคระหว่างประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
4. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นกฎอนามัยระหว่างประเทศ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและควบคุมโรคที่ช่องทางเข้าออกประเทศ
5. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการให้บริการสุขภาพ ด้านการตรวจรับรองการรักษาพยาบาลผู้ต้องกักต่างด้าว และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่ผู้เดินทาง ในช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศและคนต่างด้าว