สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารทั้งในบังคลาเทศ เวียดนาม และเอกวาดอร์ ถูกแฮ็กเกอร์เจาะระบบเข้าไปขโมยเงินมาในจำนวนรวมกันหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาไล่เลี่ยกัน และที่น่าสนใจคือ คนร้ายซึ่งเชื่อว่ามีการทำงานเป็นขบวนการ ได้ใช้วิธีการเจาะระบบแบบเดียวกัน
โดยนายก็อดฟรีด ลีบแบรนท์ ผู้บริหารสูงสุดของ “SWift” หรือสมาคมเครือข่ายระบบโทรคมนาคมด้านการเงินสากล ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลโครงข่ายและเชื่อต่อระบบของธนาคารทั่วโลก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ทาง ”SWIFT” ได้แจ้งเตือนไปยังธนาคารต่างๆ ทั่วโลกแล้ว ให้เตรียมรับมือกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ และยังได้แจ้งถึงวิธีที่คนร้ายใช้ในการเจาะระบบ คือ กลุ่มคนร้ายส่ง ”มัลแวร์” เข้าไปในระบบ โดยจะเลือกเฉพาะสาขาเล็กๆ เท่านั้น และเมื่อเจาะเข้าไปได้แล้ว คนร้ายก็จะสั่งผ่านทางมัลแวร์ ให้ส่งข้อความไปยังสำนักงานใหญ่ของธนาคารนั้นๆ เมื่อการส่งเรียบร้อย คนร้ายก็จะไปกดเงินออกมาตามเครื่องเบิกถอนเงินในสาขาย่อยนั้นๆ เหตุผลก็คือ สาขาเล็กๆ ของธนาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย จะเข้มงวดสู้สาขาใหญ่ๆ ไม่ได้นั่นเอง
นอกจากนี้ผู้บริหารของ ”SWIFT” ยังเปิดเผยอีกว่า วิธีที่คนร้ายใช้ จะสามารถขโมยเงินออกจากระบบได้ครั้งละจำนวนมากๆ มากถึงขนาดทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งนั้นล้มได้ทั้งระบบเลยทีเดียว และที่น่ากลัวคือระบบรักษาความปลอดภัยในปัจจุบัน ยังไม่สามารถสกัดกั้นการแฮ็กของคนร้ายได้ จึงเตือนบรรดาธนาคารทั้งหลาย ให้เร่งหามาตรการรักษาความปลอดภัย ที่ทันสมัยมาติดตั้งโดยด่วน เพราะมั่นใจว่าคนร้ายจะก่อเหตุอีกแน่นนอน