นับเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ เริ่มตั้งแต่ช่วงประมาณเที่ยง เมื่อดีเอสไอและอัยการได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ขั้นแรกเสนอให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัวในสถานที่ราชการ เพราะข้อกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น ไม่สามารถให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปที่วัดพระธรรมกายตามที่ร้องขอได้ และถ้าหากไม่เข้ามอบตัวก็จำเป็นต้องบุกเข้าจับกุม
ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมา นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความพระธัมมชโย ประสานงานถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อนัดหมายให้ส่งพนักงานสอบสวนมาแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งพระธัมมชโยจะเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวงในเวลา 14.30 น.และเมื่อถึงเวลานัดหมาย พระธัมมชโย กลับยกเลิกกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่า ป่วยฉุกเฉิน
กรมสอบสวนคดีพิเศษยอมรับกับทีมข่าว PPTV ว่า ก่อนที่ทีมกฎหมายของวัดพระธรรมกายจะนัดหมายมอบตัว ดีเอสไอไม่ได้แจ้งว่า จะมีทีมแพทย์มารอตรวจร่างกายพระธัมมชโย เพราะเข้าใจว่า เป็นที่รับทราบอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นขั้นตอนปกติของการรับมอบตัวผู้ต้องหาที่มีอาการป่วย ซึ่งจะต้องมีทีมแพทย์มารับด้วย แต่ก็ไม่ยืนยันว่า นี่เป็นเงื่อนไขให้ทีมกฎหมายของพระธัมมชโยเปลี่ยนใจหรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติพระธัมมชโยก็อาจเกิดอาการป่วยกะทันหันได้ ตามข้อมูลที่ทางวัดชี้แจง
หากดูเงื่อนไขทางกฎหมาย การมอบตัวกับไม่มอบตัว มีผลลัพธ์ต่างกัน ถ้าไม่มอบตัว เจ้าหน้าที่สามารถบุกจับได้ตามหมายจับ ซึ่งก่อนหน้าที่ทีมทนายของพระธัมมชโย ก็พยายามปลดล็อคโดยเดินเรื่องขอให้ศาลยกเลิกหมายจับ แต่ก็ไม่สำเร็จ ถ้าหากเกิดการบุกจับ โอกาสที่จะได้ประกันตัวก็จะยากขึ้น ในส่วนนี้จะมีผลกับสถานะภิกษุสงฆ์ของพระธัมมชโยโดยตรง
แต่ถ้าหากมอบตัว วันนี้ดีเอสไอก็การันตีเงื่อนไขว่าอนุญาตให้ประกันตัวแน่นอน ขั้นตอนก็จะเป็นเพียงแค่การรับทราบข้อกล่าวหา ยื่นหลักทรัพย์ประกัน และจะได้สิทธิ์ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้มีการตัดสินใจมอบตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนใจ
ส่วนเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เปลี่ยนใจในส่วนนี้ ยังไม่ชัดเจน นอกจากที่ทางวัดพระธรรมกายชี้แจงเหตุผลว่าป่วยกะทันหัน แต่อีกจุดหนึ่งคือ มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะดีเอสไอเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มารอตรวจอาการป่วยหรือไม่ เพราะในส่วนนี้จะเป็นการพิสูจน์ข้อสงสัยว่าที่ผ่านมา ข้ออ้างที่ว่าป่วยจนไม่สามารถเข้ารับทราบข้อกล่าวหาได้ คือ เรื่องจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตามมาถึงจุดนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นลำดับแรกก่อนที่จะพิสูจน์ว่า พระธัมมชโยผิดจริงตามข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงการยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นหรือไม่ก็ตาม หากพิจารณาตามข้อกฎหมายคือ เงื่อนไขตามมาตรา 29 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งระบุไว้ว่า หากพระภิกษุสงฆ์ทำความผิดอาญา และพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือส่งตัวกลับให้ต้นสังกัดควบคุม พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ นี่อาจจะเป็นเดิมพันที่อยู่เบื้องหลังความชุลมุนเรื่องนี้ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา