ผลงานวิจัยการถือครองที่ดิน ของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าที่ดินในปัจจุบันถูกครอบครองโดยกลุ่มนักธุรกิจกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ ขณะที่ประชาชนทั่วไป ถือครองที่ดินเพียงร้อยละ 40 ของพื้นที่ จำนวนที่แตกต่างนี้ได้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ
ร่าง พรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ผ่าน ครม.วานนี้ ( 7 มิ.ย. 59 ) จึงเป็นหนึ่งในความพยายามของภาครัฐ ที่เร่งผลักดันลดการถือครองที่ดินแบบกระจุกตัว และให้เกิดการใช้งานที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ก่อประโยชน์
สำหรับผลที่ตามมาหากร่างถูกปรับใช้ คือ งบประมาณส่วนท้องถิ่นที่จะมีเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขของประชาชน และเกิดกลไกการตรวจสอบภาครัฐ จากประชาชนผู้เสียภาษี เป็นหนึ่งในการวางรากฐาน ลดการทุจริต
นักเศรษฐศาสตร์ยังมองว่า แม้หัวใจสำคัญของร่าง พรบ.นี้ คือการลดกระจายการกระจุกตัวของที่ดิน แต่ร่างกฏหมายบางข้อที่ยังไม่ชัดเจน เช่น การจัดเก็บที่พักอาศัยส่วนเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป อาจทำให้ไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะคนกลุ่มนี้ย่อมมีกำลังในการซื้อและเสียภาษีเป็นทุนเดิม หากลดการจัดเก็บที่พักอาศัยส่วนเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป อาจเหมาะสมกว่า
นับจากนี้ไปต้องติดตามต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่ จะมีการแก้ไขหลักการมากน้อยเพียงใดในกฎหมายฉบับนี้ เพราะก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จะต้องผ่านการตรวจยกร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยกระทรวงการคลัง อาจมีหน้าตาที่ผิดแผกจากที่ปรากฏ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในชั้นกรรมาธิการแปรญัตติ ของ สนช.ได้อีกด้วย
วันนี้สังคมจึงเฝ้าจับตาดูว่ารัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ถูกผลักดันมานานกว่า 30 ปี ได้จริงได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง
สิทธิฤกษ์ สุทธิเริงชัยกุล ถ่ายภาพ
สมหญิง พวงพิพัฒน์ PPTV รายงาน