ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย แนะ “กกต.” และ “รัฐบาล” สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติ 7 ส.ค. โดยการเปิดโอกาสคนทุกกลุ่มแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ในฐานะผู้ประสานงานขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้การยกร่างรัฐธรรมนูญมาถึงโค้งสุดท้าย เพราะเตรียมจะให้มีการลงประชามติ รับหรือไม่รับร่างวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ดังนั้น ต้องดูว่าความเสมอภาค ความเท่าเทียมระหว่างเพศ การเคารพสิทธิ มีมากน้อยแค่ไหนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้หญิงมักจะถูกละเลยอยู่เสมอ เช่น กรณีการใช้สิทธิลาคลอดของผู้หญิงคนหนึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวน เรื่องนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิสตรีชัดเจน และขัดต่อหลักการความเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ เนื่องจากมาตรา 48 ระบุว่า สิทธิของมารดาระหว่างก่อนและหลังลาคลอดบุตรย่อมได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายกำหนด
“ปัญหาเหล่านี้ยังติดหล่มในสังคม ดังนั้น ขบวนผู้หญิงปฏิรูปฯ จะเฝ้ารณรงค์ ติดตาม ตรวจสอบการลงประชาติ และทำหน้าที่ร่วมกับเครือข่ายทางสังคมในการส่งเสริม ให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศและเห็นความสำคัญ ในการเพิ่มบทบาทผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกระดับ เพราะจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศ และมีส่วนแก้ปัญหาด้านสังคมโดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งการนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้โดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านไม่ผ่าน แต่หน้าที่เราคือการเกาะติดและติดตาม”
ด้าน นางสาวอรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า อยากให้กลุ่มผู้หญิงช่วยติดตามร่างรัฐธรรมนูญว่าเขียนสวยหรูเขียนดีขนาดไหน ก่อนจะไปลงประชามติ เพราะเป็นภารกิจที่ต้องทำให้ตัวหนังสือ ในรัฐธรรมนูญเกิดสิทธิความเท่าเทียม เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผู้หญิงยังถูกเลือกปฏิบัติ ขาดโอกาสแม้แต่การรับสมัครงานยังระบุเพศ ทั้งที่บทบาทของผู้หญิงที่เข้าไปทำงาน ปัจจุบันมีความสามารถและทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน องค์กร ย่อมสะท้อนถึงความจริงที่ว่า สังคมต้องจัดพื้นที่และโอกาสให้ผู้หญิงได้ทำงานในระดับตัดสินใจในทุกระดับ
ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการสิทธิผู้หญิง กล่าวว่า หวังว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสร้างความเสมอภาคทางกฎหมาย ให้กับคนทุกกลุ่มทุกเพศมีสิทธิได้แสดงความคิดเห็น ขณะนี้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังไม่รับทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีไม่ดีอย่างไร และเขาจะมีสิทธิแสดงความคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะประกอบการร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไรบ้าง อีกทั้งโอกาสของผู้หญิงที่เข้าไปเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีเพียง 2 คน หากมีการรับร่างรัฐธรรมนูญต้องมีการทำกฎหมายประกอบอีกหลายฉบับ มีความกังวลว่าการตั้งกรรมาธิการควรมีสัดส่วนผู้หญิง การพิจารณากฎหมายจากประสบการการทำงานพบว่า ยังมีปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น การทำงานท้องถิ่น ชุมชน ผู้หญิงยังขาดโอกาสตรงนี้มาก จึงถือเป็นความท้าทายของภาครัฐ
ทั้งนี้ หลังจากการลงประชามติแล้วหากมีแนวโน้มไม่ผ่าน คงต้องจับตาดูท่าที คสช.จะเป็นอย่างไร ไม่กังวลหากการทำประชามติครั้งนี้ เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น จึงฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และรัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ดีก่อนลงประชามติในวันที่ 7ส.ค.นี้ และขอให้เป็นไปอย่างผ่อนคลาย ให้ทุกฝ่ายได้ใช้เหตุผล สร้างการเรียนรู้ไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง