ในฐานะเช่นนี้แน่นอนว่า แตกต่างจากครั้งก่อนที่เธอเคยมาพบกับแรงงานเมียนมาร์ที่จังหวัดสมุทรสาครแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อ 4 ปีแล้ว แม้วันนั้น เธอจะเป็นเพียงฝ่ายค้านที่ไม่มีอำนาจบริหาร แต่คำพูดที่เคยเอ่ยลักษณะเชิงสัญลักษณ์ ให้แรงงานกลุ่มนี้อย่าสร้างปัญหาให้ไทย และขอให้รัฐบาลไทยช่วยดูแลพวกเขาให้ได้รับเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่เป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน ก็ยังเป็นประโยคที่แฝงไปด้วยความหมายที่น่าสนใจอย่างมาก เมื่อวันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้ง
หากดูจากตัวเลขแรงงานเมียนมาร์ที่ทำงานอยู่ในประเทศอาเซียน ไม่น่าแปลกใจที่ “ซูจี” จะให้ความสำคัญกับการมุ่งหน้าที่ “มหาชัย” จังหวัดสมุทรสาคร เพราะที่นั่นมีแรงงานเมียนมาร์ทั้งที่ลงทะเบียนแรงงานถูกต้องและไม่ถูกต้อง ทำงานอยู่รวมกันกว่า 1 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 จากแรงงานเมียนมาร์ทั่วประเทศไทยที่มีอยู่ราว 5 ล้านคน มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มากกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย ลำดับ 2 และลำดับหลายเท่าตัว
เพราะมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยของแรงงานเมียนมาร์ส่วนใหญ่ ยังต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมและการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในหลายรูปแบบ เพราะคำพูดของนางอองซานซูจี เมื่อ 4 ปีก่อน ที่ขอให้รัฐบาลไทยช่วยดูแลพวกเขาตามหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้วันนี้พวกเขารวมตัวกันเขียนเรื่องราวที่ต้องเผชิญอยู่ในระดับพื้นที่ตลอด 4 ปีเต็ม นับจากซูจีกลับไป เพื่อมอบให้กับซูจีเป็นข้อมูลในการพูดคุยกับรัฐบาลไทย
สิ่งที่พวกเขาเขียนลงกระดาษ ใกล้เคียงกับข้อเรียกร้องโดยสรุปตามแถลงการณ์ของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่มีพื้นที่ทำงานหลักอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร
ทีมข่าว PPTV สรุปสาระสำคัญได้ราว 6 ข้อประกอบด้วย ขอให้ช่วยดูแลพวกเขาให้ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม สิทธิในการรวมตัวตั้งสหภาพแรงงานต่อรองกับนายจ้าง สิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของลูกแรงงานเมียนมาร์ที่เกิดระหว่างทำงานในไทย สิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และที่สำคัญที่สุด คือ ปัญหาด้านเอกสารรับรองสถานะที่เวลานี้ กลุ่มแรงงานเมียนมาร์ที่มีปัญหาทำบัตรประชาชนมาจากประเทศต้นทาง ทำให้ไม่สามารถทำหนังสือเดินทางได้ ซึ่งเวลานี้พวกเขาก็ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระในประเทศไทย จึงต้องการขอให้ “ซูจี” ช่วยคุยกับรัฐบาลไทยให้ออกเป็น ci-passport หรือหนังสือเดินทางรับรองสถานะชั่วคราว ซึ่งยังไม่เคยมีชาวเมียนมาร์คนใดได้รับ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และอีกปัญหาหนึ่งคือ เงื่อนไขของ “บัตรชมพู” ที่กำหนดให้เปลี่ยนงานได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างอนุญาต 2 ข้อนี้ส่งผลให้พวกเรา ต้องเสียค่าใช้จ่ายนอกระบบ หรือเงินส่วนต่างให้กับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐไทยและนายจ้างจำนวนมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา