วันนี้ (7 ส.ค.59) เมื่อเวลาเวลา 12.00 น. นายปิยรัฐ จงเทพ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ตัดสินใจฉีกบัตรลงประชามติที่สำนักเขตบางนา โดยได้แถลงการณ์ระบุว่า สิ่งที่ตนกระทำไปนั้น ตัดใจไปด้วยเหตุผล มีสติครบสมบูรณ์ ไม่ได้เสพสุรา หรือของมึนเมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความพยายามทำตามเจตจำนงค์เสรี ตามจิตสำนึกของพลเมือง ไม่ขอหลีกหนี และไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆ และจะขอสู้คดีในชั้นศาล ให้เห็นถึงการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมในการทำประชามติครั้งนี้
ทั้งนี้ ปิยรัฐ จงเทพ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เคยถูกควบคุมตัวจากคดีความมั่นคงมาแล้วหลายครั้งาหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวทันที
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งครุ ได้ควบคุมตัวชายวัย 69 ปี มาทำการสอบปากคำหลังฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติที่หน่วยเลือกตั้ง 47 ซอยประชาอุทิศ 72 เขตทุ่งครุ ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นน่าจะเป็นเพราะความเข้าใจผิดและไม่ได้มีเจตนาในการฉีกบัตร โดยอ้างว่าบัตรมีรอยปะแบ่งครึ่งจึงเข้าใจว่าให้ฉีกบัตรเป็นสองส่วน ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก่อนจะปล่อยตัวกลับไป
ขณะที่หน่วยออกเสียงที่ 101 โรงเรียนศรีเอี่ยมอนุสรณ์ แขวงบางนา เขตบางนา เป็นจุดแรกที่ กกต. ได้รับรายงานการฉีกบัตรออกเสียงซึ่งพบว่าผู้ฉีกบัตรเป็นผู้หญิง อายุ 54 ปี ทั้งนี้หากพบว่ามีเจตนาฉีกบัตรจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท
ทั้งนี้ทาง กกต. คาดว่า หลังเวลา 16.00 น. หน่วยออกเสียงกว่า 7 หมื่นหน่วยจะสามารถรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการผ่านแอพพลิเคชั่นได้ตามปกติ หลังจากแก้ไขปัญหาระบบเซิร์ฟเวอร์แล้ว และคาดว่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้ภายในเวลา 21.00 น.
ด้านพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ลงคะแนนเสียงประชามติว่า เบื้องต้นได้รับรายงานการฉีกบัตรออกเสียงประชามติในเขต กทม. ประกอบด้วยในท้องที่ สน.ทุ่งครุ และสน.บางนา รวมทั้งในพื้นที่ภาค1 สภ.สวนพริกไทย จังหวัดปทุมธานี ส่วนเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายภาคใต้เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์และไม่กระทบต่อการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน โดยมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถดูแลการออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ทุกหน่วย
สำหรับภาพรวมการดำเนินการในการออกเสียงประชามติทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม โดยพบการกระทำรวมทั้งสิ้น 63 คดี ประกอบด้วยความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติฯ จำนวน 44 คดี และความผิดอาญาจำนวน 19 คดี