หลังปิดหีบลงคะแนนเสียงประชามติ เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังติดตามผลการนับคะแนน รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทิศทางการเดินหน้าต่อไปของประเทศชาติในอนาคต
รายการพิเศษ “ประชามติ ชี้ชะตาประเทศไทย” วิเคราะห์แนวโน้มและความเป็นไปได้คะแนนเสียงการลงประชามติ เบื้องต้นแขกรับเชิญพิเศษทั้ง 3 คน มองตรงกันว่าโพลจากสำนักต่างๆ ที่ชี้ว่าคะแนนรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง สูงกว่าไม่รับค่อนข้างมากอาจไม่ตรงกับผลจริงซะทีเดียว
วิเคราะห์โพลสำรวจคาดผลคะแนนจริง “รับหรือไม่รับ” ไม่น่าทิ้งห่างกันไม่มากนัก
สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่า ผลซุปเปอร์โพล ที่ระบุว่า ร้อยละ 65 ของกลุ่มตัวอย่างโหวตรับ อาจเป็นผลการสอบถามกลุ่มผู้นำชุมชน ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่มักจะเอนเอียงเอาใจรัฐบาล โดยหากวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ ที่ผ่านมามีข้อสังเกตว่าในการสำรวจ กลุ่มคนที่ไม่รับส่วนใหญ่จะตอบว่ายังไม่ตัดสินใจ ดังนั้น ผลจริงย่อมคาดเคลื่อนจากโพลสำรวจ เมื่อบวกลบคะแนนรับจากโพลนี้ ซึ่งอยุ่ที่ ร้อยละ 32 น่าจะต้องบวกเพิ่มขึ้นไปกว่าเท่าตัว ฉะนั้น ผลที่ออกมาน่าจะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก
สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ชี้ว่าไม่ว่าผลคะแนนจะออกมาอย่างไร การลงประชามติในครั้งนี้น่าจะใกล้เคียงกับคำตอบที่ประชาชนต้องการมากที่สุด โดยหากผลออกมาว่าเห็นชอบมากกว่า ทิศทางของประเทศชาติในอนาคตก็จะเดินไปตามฉันทามตินี้ แต่หากผลออกมาว่าไม่เห็นชอบมากกว่าต้องจับตามอง ไปที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจว่าจะตีความผลนี้อย่างไรและจะดำเนินการไปในทิศทางไหน เพราะถึงอย่างไรแล้วประเทศชาติย่อมต้องมีรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าการลงคะแนนรอบนี้ เสียงในเมืองส่วนใหญ่ที่ปกติแล้วมักจะเห็นตรงข้ามกับคนในชนบท ครั้งนี้อาจเห็นพ้องและเลือกไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่
แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ บอกว่าเนื่องจากทิศทางการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีการสื่อสารไปในทิศทางเดียวมากกว่าอีกฝ่าย รวมทั้งการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การถามคำถามชี้นำหรือไม่ และการแปรผลซึ่งคาดเคลื่อนได้ ล่วนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผลโพลข้างต้น ออกมาในทิศทางรับมากกว่าไม่รับ และแม้ส่วนตัวจะเลือกไม่รับแต่จากสถานการณ์ผลที่ออกมาอาจจะสอดคล้องไปกับโพลสำรวจ แต่ไม่น่าจะต่างกันมากขนาดโพลทั้ง 3 ระบุ ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาระบุว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่จะสร้างความแตกแยก ให้กับคนภายในพรรคประชาธิปัตย์ ตรงกันข้ามกลับเป็นการชี้ให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีข้อบกพร่อง และควรปรับแก้เนื้อหาในหลายด้านให้เหมาะสม
ไทม์ไลน์หากผลประชามติเห็นด้วย คาดไทยเลือกตั้งได้ปลายปี 60
หากผลประชามติออกมาว่าเสียงส่วนใหญ่ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้สามารถนำขึ้นทูลเกล้าภายในระยะเวลา 30 วัน โดยหากคำถามพ่วงได้รับความเห็นชอบด้วย ก็ต้องแก้ไขเนื้อหาให้เสร็จภายในระยะเวลานี้ จากนั้นภายในระยะเวลา 240 วัน กกต. จะต้องจัดทำกฎหมายลูก 10 ฉบับให้เสร็จสิ้น ถัดไปอีก 150 วัน จึงจะสามารถจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งจะตรงกับช่วงเดือน ต.ค. 2560 สุดท้ายประเทศไทยน่าจะมีรัฐบาลใหม่ในเดือน ธ.ค. หรือปลายปี 2560
หากผลออกมาว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือต้องแก้ไขเนื้อหา โดยต้องเริ่มจากการหารือ ระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งต่อไปยังสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งต้องจับตาประเด็นสำคัญคือ 1.ใครเป็นผู้ร่าง 2.วิธีจัดทำร่างรัฐธรรนูญฉบับใหม่ 3.ระยะเวลาจัดทำร่าง ซึ่งต้องไม่กระทบกับโรดแมปเลือกตั้งในปี 2560 และ 4.ขั้นตอนหลังยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ซึ่งแนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่า จะไม่มีการจัดทำประชามติอีกครั้ง
ส่วนอีกโมเดลหนึ่งหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบ มีข้อเสนอให้จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร. เพื่อให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม
สำรวจความเห็นผลประชามติ รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2559
ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสภาปฏิรูปประเทศ มั่นใจว่าผลประชามติคนส่วนใหญ่จะรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ซึ่งหากเป็นไปในทิศทางนี้มองว่าจากนี้ การเมืองจะสงบและมีเสถียรภาพมากขึ้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศชาติ ที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นคำถามพ่วง ที่มีผลโดยตรงต่อตัวผู้ที่จะมาเป็นนายรัฐมนตรี และบุคคลที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการถ่วงดุลตรวจสอบมากขึ้น
วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผลที่ออกมาถือเป็นเสียงประชาชน การที่เลือกรับรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แปลว่าประชาชนให้เครื่องเครื่องมือการทำงานของ สว. ในการขับเคลื่อนประเทศ หลังจากนี้ถือเป็นหน้าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง ให้เป็นไปตามประชามติในส่วนของคำถามพ่วง ทั้งนี้ ตามที่เคยยืนยันมาตลอดว่าการตั้งคำถามพ่วง เกิดขึ้นจากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่เป็นปกติของประเทศ จึงต้องกำหนดให้มีช่องทางพิเศษในการวางระเบียบบ้านเมือง ซึ่งภายหลังหากสถานกาณณ์สงบเรียบร้อยและการเมืองเป็นประชาธิปไตย 100% ก็จะมีการส่งต่ออำนาจให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป
เชื่อคนส่วนใหญ่คาดหวังความสงบหลังลงเสียงประชามติ
สำหรับแนวโน้มคะแนนที่นับไปแล้ว ซึ่งผลเป็นในไปทิศทางการรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนั้น สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง มองว่าเป็นผลคะแนนจากกลุ่มคนที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งอาจแปลความหมายได้ว่า คนในสังคมไทยรับได้กับรูปแบบการปกครอง รัฐบาลทหารที่มีอำนาจพิเศษ ใช้กฎหมายเข้มงวดในเรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่พึงพอใจ
ขณะที่ แทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ บอกว่าผลที่ออกมาไม่ผิดคาดซึ่งเป็นตามที่สอบถามจากคนรอบข้าง แต่ไม่คิดว่าในภาคใต้คะแนนจะชนะขาดขนาดนี้ ภาพรวมที่ออกมาเช่นนี้เป็นไปได้ว่า คะแนนเสียงในภาคใต้ยึดโยงกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มากกว่านายอภิสิทธ์ เวชาชีวะ ซึ่งน่าจะเกิดจากผลพ่วงช่วงการชุมนุมที่ผ่าน ทั้งนี้ หากมองในภาพใหญ่มีความเป็นไปได้ว่า ประชาชนที่เลือกรับอาจเบื่อหน่ายความวุ่นวาย และคาดหวังว่าจะไม่เห็นความขัดแย้งอีก อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่โหวตโนยอมรับว่ารู้สึกงงและไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเหตุใดคะแนนถึงห่างกันมากขนาดนี้
ด้าน สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่าผลที่ออกมาชี้ชัดว่าจากนี้ประเทศไทย ต้องเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาพูดว่ารับร่างรัฐธรรนูญนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณชี้ชัด แต่ช่วงเวลาในการจัดเลือกตั้งนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค. 2560