กงเกวียนชาวนา “หลังสู้ฟ้า ก้มหน้าน้ำตาริน”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โดย เข็มขัดสั้น

"เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก...”

“เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้ เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้นหรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาด หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก...”

“ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง คือว่าชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามาสำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป"

          พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2514 (ที่มา : หนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 6-7 ซึ่งมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์นำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ)  

          ชาวนาไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเขาเหล่านั้นก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

          เชื่อว่าหลายคนคงไม่ต่างจากผมที่จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาราคาข้าวและปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวนาคืออะไร

          ดังนั้นจะขอนำข้อมูลทางวิชาการจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเคยทำไว้มาเล่าสู่กันฟัง

          ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ชาวนาไทยเกือบ 4 ล้านครัวเรือน สร้างรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท ใช้บริโภคในประเทศปีละ 230,000 ล้านบาท และไทยเป็นผู้นำส่งออกข้าวสู่ตลาดโลก แต่ฐานะของชาวนาต่างกันราวฟ้ากับเหว ชาวนาส่วนใหญ่อยู่ในฐานะ “ยากจน” รายได้น้อยเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น

          ทุกข์ชาวนายังมีอีกมากมาย ตั้งแต่พื้นที่ทำนาจำกัด การระบาดของศัตรูพืช ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง ปัญหาหนี้สิน ปัญหาไร้ที่ดินทำกิน ปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

          ปัญหา “ราคาข้าว” ก็เป็นหนึ่งในนั้น

          รายงานการศึกษาชิ้นนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาชาวนาไทยอยู่ในสภาพถูกกำหนดให้เข้าสู่ระบบทุนหรือระบบตลาดโดยชาวนาไม่มีสิทธิกำหนดทิศทางเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่

          พูดง่าย ๆ ชาวนาไทยขาดอำนาจต่อรอง แถมถูกกดขี่จากพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากกลไกตลาดเป็นของ “พ่อค้าคนกลาง” ที่นับวันจะซับซ้อนมากขึ้นเพราะมีทั้งตลาดในประเทศ ต่างประเทศ และตลาดโลก

          ปัญหา “ข้าว-ชาวนา” ลึกลงไปถึงเรื่อง เครื่องตรวจวัดความชื้น เครื่องชั่งน้ำหนัก

          แม้กระทั่ง “สถิติตัวเลข” ที่ว่าน่าเชื่อถือ กลับกลายเป็นปัญหาน่าปวดหัว อาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานต่อที่ประชุม นบข. เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ผลผลิตข้าวเปลือกทุกประเภทในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1 ล้านตัน แต่กรมการข้าว รายงานว่าเฉพาะ ข้าวเปลือกหอมมะลิชนิดเดียว เพิ่มขึ้น 3 ล้านตัน!

          นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของปัญหาที่เกิดขึ้น

          สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเราคงได้เห็นกันแล้ว กับน้ำใจคนไทยที่หลั่งไหลในโลกออนไลน์ ออฟไลน์ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่ทั้งช่วยออกแบบถุงข้าว ช่วยเกี่ยว ช่วยซื้อ ช่วยขาย ช่วยเปิดพื้นที่ตั้งร้าน ช่วยเสนอแนวคิดต่าง ๆ นานา

          ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว และยั่งยืนนั้น จริงอยู่ที่รัฐบาลต้องหามาตรการมารองรับเพื่อแก้ปัญหาให้ครบวงจร แต่ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ไม่ได้มีรัฐบาลฝ่ายเดียว เกษตรกร โรงสี ผู้ค้าข้าวทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ ล้วนมีส่วนช่วยด้วยกันทั้งหมด

          ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นมาตรการใดต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและตรงเป้าไปที่ต้นเหตุปัญหา ไม่เช่นนั้นชาวนาไทยก็ต้องน้ำตาตกในทนทุกข์อยู่ในวังวนเช่นนี้ร่ำไป

          ขอปิดท้ายด้วยพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระองค์ทรงพระราชทานไว้เมื่อปี พ.ศ. 2356 ซึ่งมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์นำมาเผยแพร่เอาไว้ ความตอนหนึ่งว่า

          ".. ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อย ๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก.."

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ