หน้าแตกไปตามกันสำหรับโพลสำรวจทุกสำนัก สำหรับชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน และทรัมป์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้
เหตุผลแรกคือ พลังคนผิวขาวชนชั้นแรงงาน คนกลุ่มนี้เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ ที่ทำส่งให้นายบารัก โอบามา ถึงฝั่งฝันมาแล้ว 2 สมัยซ้อน แต่มาคราวนี้ พวกเขาอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง บวกกับความรู้สึกที่ว่า ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบรรดาคนใส่สูทผูกไท ที่อาศัยอยู่ตามเมืองริม 2 ฝั่งมหาสมุทร คะแนนจากคนกลุ่มนี้ ซึ่งมีอยู่มากมายในตอนกลางของประเทศ จึงเทให้ทรัมป์ไปอย่างที่เห็น
เหตุผลต่อมาคือการหาเสียงที่ได้ผล คลินตันถูกมองว่าเป็นพวกหน้าเลือด ไปพูดปาฐกถาที่ไหน ก็เรียกเงินแพงๆ เพื่อเอาเข้ากองทุน อีกทั้งยังหว่านเงินสำหรับการหาเสียงมากมายหลายพันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ทรัมป์ใช้เงินน้อยกว่า แต่ได้ผลดีกว่า โดยเฉพาะการลงโฆษณาทางโทรทัศน์ ที่เขาเลือกได้อย่างถูกที่ถูกเวลา
เหตุผลที่สามคือ ลักษณะนิสัยส่วนตัว ที่ชอบพูดจาโผงผาง ด่าคนไม่เลือกหน้า และแทบไม่เคยยอมขอโทษใคร ซึ่งแทนที่จะทำให้คนเกลียดมากขึ้น กลับกลายเป็นความชอบใจของผู้ฟัง เพราะเป็นคำพูดที่ตรงใจ แต่ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนกล้าพูดมาก่อน
สำหรับเหตุผลที่ 4 คือ ข่าวการตรวจสอบเรื่องอีเมลล์เจ้าปัญหาของนางคลินตัน ที่มีอย่างถูกที่ถูกเวลา คือไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง งานนี้ทรัมป์ คงต้องส่งดอกไม้ไปขอบคุณนายเจมส์ โคมี่ ช่อใหญ่ ที่ช่วยฉุดขาคลินตันอย่างได้ผลเกินคาด
ส่วนเหตุผลสุดท้ายคือ การวางตัวว่าเป็นผู้สมัครติดดิน เป็นคนของประชาชน ที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยประกาศต่อต้านนโยบายการค้าเสรี ไม่ต้อนรับคนเข้าเมืองต่างสีผิว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ตรงใจชาวอเมริกันระดับรากหญ้า ที่เห็นว่า พวกคนนอกเหล่านี้ เข้ามาแย่งอาชีพ ขโมยความเป็นอยู่ที่เคยสุขสบายไปจนหมด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนกล้าออกมาพูดเลย เพราะกลัวเสียคะแนนสนับสนุน แต่ทรัมป์กล้า และกล้าแบบบ้าบิ่น โดนใจชาวอเมริกันไปเต็มๆ