อาเซียนจะต้องปรับตัวกันยกใหญ่ เพราะว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ อย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นไม่สนใจอาเซียนเหมือนกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่สมาชิกอาเซียนคุ้นเคยมานานถึง 8 ปี และเสริมสร้างสัมพันธ์อาเซียนกับสหรัฐฯ จนแน่นแฟ้นที่สุดในรอบสี่สิบปี
ใครๆ ก็รู้ว่า ทรัมป์ ชอบการเจรจาต่อรองการค้า ประเทศไหนให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด ก็จะรับฟังและพิจารณา ซึ่งสัมพันธ์อาเซียนกับสหรัฐฯ อาจตกที่นั่งลำบากได้ เพราะที่ผ่านมา โอบามา ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่ออาเซียนมานาน ขณะที่ทรัมป์มีท่าที่จะยกเลิกนโยบายหลักๆ ของโอบามา ทั้งด้านความมั่นคงและการค้า
ยกตัวอย่างเช่น นโยบายปักเข็มหมุดในเอเชีย หรือ Pivot to Asia ถือเป็นนโยบายความมั่นคงหลักของโอบามาที่มุ่งมั่นในการช่วยให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีแรงต้านทานการขยายอิทธิพลของจีน ซึ่งในยุคของทรัมป์ ความสนใจที่มีต่อนโยบายเข็มหมุดนี้จะลดน้อยลงทันที
ส่วนทางด้านค้าการลงทุน อาเซียนยังเป็นแหล่งลงทุนอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอยู่ แม้ว่าจะยังเทียบไม่ได้กับจีนก็ตาม ขณะนี้สหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดนำเข้าอันดับสามของสินค้าไทย และติดอันดับต้นๆ ในประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ
ในตอนหาเสียง ทรัมป์ ได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะถอนตัวออกจากทีทีพี หรือกรอบการค้าเสรีเอเซีย-แปซิฟิก (Trans Pacific Partnership) ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ สมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ ที่ตกลงเข้าร่วมกรอบการค้านี้ คือเวียตนาม บรูไน สิงค์โปร์ และมาเลเซีย ตอนนี้ทั้ง 4 ประเทศ กำลังกำหนดท่าทีใหม่ต่อทีพีพี เพราะไม่มีสหรัฐอเมริกาเข้าร่วม เวทีการค้านี้ก็ไม่มีความหมาย โดยล่าสุด เป็นทางเวียดนามที่ออกมาประกาศว่าจะพักการให้สัตยาบันไว้ชั่วคราว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ
ฉะนั้น อาเซียนจะต้องส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางอาเซียน อย่าให้สหรัฐอเมริกาใช้ยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วทำลาย ขณะนี้ สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ โดยทั่วไปยังดีเยี่ยมอยู่ ต้องเฝ้าดูต่อไปว่า ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากในกำหนดท่าทีใหม่ต่อเอเชีย
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า จะมีต้องมีบทบาทมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเป็นผู้เชิญ ทรัมป์ ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 29 ที่จะมีขึ้นในกรุงมะนิลา ต้นพฤศจิกายนปีหน้าให้ได้ หากทรัมป์ตัดสินใจไม่มาอาเซียนตั้งแต่ต้น ก็นับว่าเป็นการตบหน้าอาเซียนอย่างแรง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ
ส่วนประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้เจรจา และเปลี่ยนทั้งวาทกรรมและพฤติกรรมใหม่กับสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ มักถูกครอบงำด้วยความคิดเห็นแบบสุดโต่งที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงทางการเมืองของไทย