พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า สิทธิในส่วนนี้ของข้าราชการเป็นข้อจำกัดที่ไม่สามารถปรับลดลงได้ เช่นเดียวกับตัวเลขงบประมาณที่สูงขึ้นทุกปี แนวคิดการโอนงบประมาณส่วนนี้ ไปให้บริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาจัดการ คือ ข้อเสนอแนะต่อแนวทางบริหารจัดการ จึงขอให้ประชาชนอย่าเข้าใจว่า ข้าราชการมีอภิสิทธิ์ที่ดีกว่า เพราะความตั้งของรัฐบาล ต้องการดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม
ขณะที่นางสาวสาลี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และผู้แทนภาคประชาชนในกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แสดงความเป็นห่วงต่อแนวทางนี้ว่า อาจส่งผลต่อรายได้และสถานะโรงพยาบาลรัฐ เนื่องจากเคยได้รับค่ารักษาพยาบาลจากงบจัดสวัสดิการข้าราชการในสัดส่วนที่มาก และไม่เชื่อว่าจะคุ้มค่า หากจะแก้ปัญหาคอรัปชชั่นที่ข้าราชการระดับสูงใช้สิทธิ์เบิกยาไปขายได้ จึงเสนอว่า ควรโยกงบส่วนนี้ไปให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. บริหารจัดการให้แทน เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จในการจัดการสวัสดิการข้าราชการท้องถิ่น ที่ปัจจุบันใช้งบประมาณเพียง 7000 บาท/ต่อคน/ต่อปี โดยที่สิทธิไม่ได้ลดลง ขณะที่ข้าราชการทั่วไปใช้งบประมาณกว่า 12,000 บาท ต่อคน / ต่อปี
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้า จะเชิญ กลุ่มที่ยังไม่เห็นด้วย กับการ โอนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เข้าสู่ระบบประกันทั้ง กลุ่มแพทย์ กลุ่มบริษัทขายยา และกลุ่มข้าราชการ หากกลุ่มนี้เห็นด้วย จะเดินหน้าแผนอื่นๆ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปีงบ 2560
โดยก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นชอบ ในหลักการที่จะให้บริษัทประกัน เข้ามาบริหารจัดการค่ารักษา พยาบาลข้าราชการ เนื่องจาก ในระยะที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลทยอยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ในปีงบประมาณ 2559 ยอดเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการสูงถึง 71,000 ล้านบาท สูงกว่าปีที่ผ่านๆ ที่เคยอยู่ใน ระดับ 68,000 ล้านบาท ขณะที่ สำนักงบประมาณอนุมัติ งบประมาณเฉลี่ยปีละ 61,000 – 62,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ย้ำว่าการโอนค่ารักษาพยาบาลให้บริษัทประกันดูแลนั้น ต้องอยู่ในเงื่อนไข คือข้าราชการ ต้องได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเหมือนเดิม หรือได้รับบริการที่ดีขึ้น ส่วนงบประมาณต้องไม่เกินจากของเดิม ขณะนี้ ทางบริษัทประกัน ได้มีการเสนอที่จะทำห้องรับรองพิเศษ สำหรับข้าราชการในโรงพยาบาลรัฐ ในเกือบทุกแห่งด้วย