ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สมหญิง พวงพิพัฒน์” โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์ว่าได้รับจดหมายของสำนักกฏหมายผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารแห่งหนึ่ง แจ้งว่าเธอเป็นหนี้บัตรเครดิต 2 ใบ รวมเกือบ 9 หมื่นบาท พีพีทีวีติดต่อพูดคุยกับนางสาวสมหญิง พวงพิพัฒน์ เธอให้ข้อมูลว่า ไม่เคยทำบัตรเครดิตมาก่อน มีเพียงการเปิดบัญชีธนาคารเท่านั้น
เธอพยายามติดต่อไปยังธนาคารตามระบบ call center เพื่อขอทราบที่มาของยอดหนี้ เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ไม่สามารถเดินเรื่องให้ได้ เนื่องจากยอดหนี้ของเธอถูกโอนไปยังบริษัทติดตามหนี้ และเมื่อสอบถามไปยังบริษัทติดตามหนี้ ก็ได้รับคำแนะนำ ก็ได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความ แต่เมื่อไปแจ้งความก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตำรวจต้องทราบจุดเกิดเหตุ ซึ่งหมายถึง ธนาคารสาขาที่ยื่นเรื่องเปิดบัตรเครดิต จากนั้นเธอใช้เวลาอีกหลายวันในการเดินเรื่อง จนกระทั่งทราบว่า บัตรเครดิตถูกเปิดใช้งานในช่วงปี2558 ที่ธนาคาร สาขา โลตัสรังสิต เธอจึงเดินทางไปกรอกแบบฟอร์มร้องเรียนว่าถูกปลอมเอกสารทำบัตรเครดิต ซึ่งพนักงานธนาคารให้เธอโทรศัพท์พูดคุยกับ call center ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งเพียงว่า เรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของธนาคาร เพราะได้โอนเรื่องให้บริษัททวงหนี้แล้ว รวมถึงเรื่องอาจจะอยู่ในขั้นตอนดำเนินการของศาลจึงไม่สามารถทำอะไรได้
ล่าสุดเธอติดต่อขอข้อมูลกับธนาคารจนได้ข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ถูกปลอมแปลงมา พบว่า ในเอกสารมีเพียง ชื่อ นามสกุล และ เลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น ที่เป็นของเธอ ส่วนข้อมูล เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ สถานที่ทำงาน ไม่ใช่ข้อมูลของเธอ
นอกจากนี้ เธอเปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องลักษณะนี้กับตัวเอง เมื่อราว 2-3ปีก่อน ก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันแต่เป็นคนละธนาคาร ตอนนั้นเธอติดต่อ call center ธนาคารเพื่อแจ้งข้อมูลว่าถูกปลอมแปลงเอกสารทำบัตรเครดิต ซึ่งธนาคารให้ยื่นเอกสารหลักฐานยืนยัน หลังจากนั้นไม่นานมีโทรศัพท์จากธนาคารแจ้งว่า ตรวจสอบแล้วพบเป็นการปลอมแปลงเอกสารทำบัตรเครดิตจริง พร้อมระบุว่าดำเนินการแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว โดยที่ไม่ได้ขอตรวจสอบอะไรเพิ่มเติม
เธอคาดว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้งนี้ น่าจะเกิดขึ้นจากการทำข้อมูลส่วนตัวหลุดโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเคยถ่ายเอกสารส่วนตัวเพื่อสมัครงานเป็นจำนวนมากในหลายสถานที่ และทำบัตรประจำตัวประชาชนหายหลายครั้ง
นางสาว สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า กรณีแบบนี้เคยมีการร้องเรียนเข้ามาที่มูลนิธิเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกินจากการทำข้อมูลส่วนตัวอย่างบัตรประชาชน หรือ เอกสารสำคัญหาย หรือในบางกรณีถูกปลอมแปลงเอกสารขึ้นใหม่ทั้งหมด