แหล่งข่าวในวงการไอที เปิดเผยว่า ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในฉบับแก้ไขที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้หากดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า มีลักษณะการออกกฎหมายที่ไม่ได้ทำการสำรวจสภาพปัญหาของสังคมไทยที่แท้จริง และมิได้มองถึงการปิดช่องทางการลงทุนของนักธุรกิจรายย่อยที่เพิ่งสนใจการใช้อินเทอร์เน็ตในการเริ่มต้นกิจการ สามารถพิจารณาเป็นรายประเด็น ได้ดังนี้
การเขียนกฎหมายให้บอกรับยกเลิกจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สภาพปัญหาเรื่องดังกล่าวนั้นคือเรื่องของสแปม แต่ไม่ควรเขียนเป็นลักษณะดังกล่าว ด้วยสภาพปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทยนั้นจะเป็นลักษณะข่าวสารที่มีรายชื่อผู้ติดต่อและส่งอีเมลจากบุคคลโดยตรงที่ก่อกวน เช่น การขายบริการผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ขายเครื่องสำอางค์ การชักชวนให้ทำงานจากที่บ้าน ซึ่งมิใช่การส่งข้อมูลลักษณะบอกเลิกสมาชิก ปัญหาการบอกเลิกสมาชิกส่วนใหญ่เกิดจากผู้ใช้งานกดสมัครใช้บริการผู้ให้บริการต่างประเทศ กฎหมายดังกล่าวที่ออกมาย่อมไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงด้วยไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาปัจจุบันและเป็นการให้บริการต่างประเทศ การเขียนกฎหมายดังกล่าวจึงควรเขียนในประกาศมากกว่า โดยเป็นลักษณะของแนวทางการปฏิบัติ มิใช่การเขียนในกฎหมายหลักและกำหนดโทษ
การเขียนกฎหมายดังกล่าวควรออกเป็นเกณฑ์การใช้งานในภายหลังจากที่กฎหมายหลักประกาศใช้ เพื่อให้ผู้ให้บริการต่างๆ ในไทยได้มีโอกาสปรับตัวและรูปแบบได้ทัน
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดบนอินเทอร์เน็ตมีการขายข้อมูลอีเมล เพื่อให้ผู้ส่งสามารถเลือกซื้อข้อมูลและส่งไปยังผู้รับมากกว่า ซึ่งจดหมายลักษณะนี้ผู้รับจึงไม่ได้สมัครสมาชิกแต่เป็นการรับโดยไม่สมัครใจ เวลาการดำเนินคดีจึงไม่สามารถกำหนดโทษได้ด้วยขาดองค์ประกอบการสมัคร ส่วนคนที่สมัครเป็นสมาชิกจริงโดยส่วนใหญ่มีการให้บอกเลิกสมาชิกได้อยู่แล้ว และถ้าไม่ประสงค์รับก็สามารถกดสแปมได้ ซึ่งระบบจะช่วยกรองอยู่แล้ว เรื่องเหล่านี้จึงควรให้ความรู้ประชาชนไม่ใช่ออกกฎหมาย
ส่วนการแก้ไขเรื่องมาตรา 15 ความไม่ชัดเจนของกฎหมายเดิมเกิดจากการพิจารณาถึงการยินยอมของผู้ให้บริการ การแก้กฎหมายควรอธิบายถึงมาตรการอย่างไรถึงไม่ยินยอม เช่น การส่งแจ้งไปแล้วต้องดำเนินการภายในกี่วัน และต้องเก็บรักษาข้อมูลอย่างไร ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ เช่น ผู้ให้บริการดังกล่าวมีผู้ใช้งาน 1 แสนราย ไม่สามารถตรวจสอบเนื้อหาได้ในทันที เจ้าหน้าที่ก็ต้องมีกระบวนการชัดเจนถึงรายการที่ต้องการให้ดำเนินการ ระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อมิให้เป็นการตัดสินว่าจงใจให้การสนับสนุนในทันที และเมื่อผู้ให้บริการในไทยอึดอัดก็อาจจะย้ายการดำเนินการทางอินเทอร์เน็ตไปต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจให้บริการพื้นที่อินเทอร์เน็ตในไทยไม่สามารถดำเนินการต่อได้ และหลักฐานต่างๆก็ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่ให้บริการเว็บไซต์ดังๆ ไม่กล้ามาลงทุนในไทย
ส่วนประเด็นการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง มิได้มีการกำหนดโทษหากพบมีการกระทำที่ทุจริต เนื่องด้วยการระงับเนื้อหาบางประเภท อาจจะก่อให้เกิดผลได้ผลเสียกับรายอื่นที่ไม่ถูกสั่งให้ปิดกั้น เป็นต้น
“การแก้ปัญหามิได้แก้ปัญหาในส่วนกฎหมายที่มีปัญหา ทว่ากลับแก้ปัญหาโดยใช้พ.ร.บ.คอมพ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการมุ่งป้องกัน ปราบปราม การกระทำที่มุ่งเน้นการกระทำความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ มิใช่เรื่องเนื้อหา ด้วยเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพ์ ก็มิได้เชี่ยวชาญในกฎหมายอื่น จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะผิดพลาดได้” แหล่งข่าววงการไอที กล่าวทิ้งท้าย
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ยื่น 300,000 รายชื่อ ค้านร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับใหม่
วันนี้ (15 ธ.ค.59) ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำรายชื่อผู้ที่ลงทะเบียนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ... กว่า 3 แสนรายชื่อมายื่นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เพื่อเรียกร้องให้ สนช.มีมติไม่เห็นชอบ หรือชะลอการพิจารณา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ในวาระที่ 3 ออกไปก่อน เพราะมองว่าข้อกฏหมายในหลายมาตรา ยังมีการนิยามที่คลุมเครือ และเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะในมาตรา ที่14 ที่อาจจะนำมาซึ่งการฟ้องร้องกลั่นแกล้งกันในความผิดฐานหมิ่นประมาท และมาตราที่ 20 ที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้ แม้ไม่ได้ทำผิดกฏหมาย
ทั้งนี้ กลุ่มผู้คัดค้าน มองว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ มีเจตนารมณ์ไม่ต่างจาก การควบคุมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านซิงเกิลเกตเวย์ที่เคยออกมาคัดค้านก่อนหน้านี้
รัฐบาล ยัน ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ จัดทำขึ้นเพื่อให้มีความทันสมัย-เหมาะสมกับเวลา-เทคโนโลยี
ขณะที่วานนี้ (14 ธ.ค.59) พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มพยายามปลุกกระแส คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... ที่ สนช. มีมติเห็นชอบให้ผ่านวาระที่ 2 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.59 และจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 3 ในวันที่15 ธ.ค.59 โดยเชื่อมโยงสาระสำคัญของกฎหมายเข้ากับแนวคิดซิงเกิ้ลเกตเวย์ ในทำนองว่าจะเป็นกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล
“เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าไม่มีแนวคิดที่จะดำเนินการซิงเกิลเกตเวย์แต่อย่างใด แต่คนกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างกระแสต่อต้านโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดข่าวสดออนไลน์ได้นำเสนอข่าวว่าเครือข่ายพลเมืองเน็ตได้ล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าวแล้วกว่า 20,000 รายชื่อ”
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นร่างแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปี 2550 ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับเวลาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีสาระสำคัญที่แท้จริงคือการเพิ่มฐานความผิด และบทลงโทษให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ
อ่านข่าว : พลเมืองเน็ต ชี้ “พ.ร.บ.คอมพ์” ขัดหลักเสรีภาพ และความเป็นส่วนตัว – ยอดค้านทะลุ 1.5 แสน
อ่านข่าว : พลเมืองเน็ต ย้ำ 5 เหตุผล ค้าน พ.ร.บ.คอมพ์ “ล้วงข้อมูล” – “บล็อคเว็บเบ็ดเสร็จ”