น้ำป่าซัดเข้าถล่มที่ “บางสะพาน” คือ ของจริง
พัดรถตกถนน ข้าวของพังพินาศ คนต้องเจาะฝ้าขึ้นไปอยู่บนหลังคา ถนนพัง สะพานขาดนับ 10 แห่ง ระบบอินเตอร์เนตของเครือข่ายโทรศัพท์ “ล่ม” เกือบหมด
บางสะพานถูกโจมตีหนักอย่างคาดไม่ถึง ... ทุกคนรู้ว่า “พี่น้ำ” จะมาเยือน แต่ไม่ใครคาดคิดว่าจะเยือนกันรุนแรงขนาดนี้
ข้าวของที่เก็บขึ้นที่สูง ถูกใช้เกณฑ์วัดจากเหตุการณ์ที่ “เขื่อนคลองลอย” เคยแตก เมื่อปี 2548 ซึ่งทุกคนคิดว่า คงไม่เลวร้ายไปกว่านั้น ... นั่นทำให้หายนะมาเยือน
ต้องบันทึกไว้ว่า ระดับน้ำที่บางสะพาน เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 สูงที่สุดที่บางสะพานเคยพานพบมา สูงกว่าวันที่เขื่อนแตกราว 1 เมตร
ทุกอย่างย่อยยับเสียหาย ... ภายใต้คำแถลงยืนยันว่า “เขื่อนไม่แตก” แค่ “น้ำล้นเขื่อน”
ถ้าเช่นนั้น หมายความว่า น้ำที่ล้นเขื่อน ... มีปริมาตรมากกว่าเขื่อนแตกหรือ ??
ก็ไม่แน่ หากจะอธิบายว่า สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนไป สิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำมากขึ้นในรอบ 12 ปี ทำใหดูเหมือนว่า น้ำสูงขึ้น ก็พอจะเป็นไปได้
แต่ชาวบ้านทุกคนที่เราพูดคุย ยืนยันตรงกันว่า น้ำมามากกว่าเดิม
เพื่อจะหาคำตอบ คงต้องไปที่ต้นน้ำ
พอดีว่า ทีมข่าว PPTV กลุ่มอาสากู้ภัยใจถึงใจ และกลุ่มออฟโรด 22 น. ได้รับแจ้งให้ไปดูพื้นที่ใกล้เขื่อนคลองลอย ที่บ้านคลองลอย ต.ร่อนทอง ซึ่งสะพานทุกแห่งถูกตัดขาด
ความสำคัญของที่นี่ คือ เป็นชุมชนที่ทำหน้าที่วัดระดับน้ำที่ลงมาจากเขื่อน เพื่อส่งข้อมูลไปยังพื้นที่ด้านล่าง แจ้งเตือนระดับน้ำไปที่อำเภอ
หมายความว่า คนที่บ้านคลองลอย รู้ปริมาตรน้ำเป็นอย่างดี
ผู้นำชุมชนคนหนึ่งบอกกับเรา ตรงกับที่คนในตัวเมืองบางสะพานบอก “น้ำ ที่ไหลลงมาที่หมู่บ้านมากกว่า “เขื่อนแตก” เมื่อปี 2548”
จากข้อมูลนี้ ยิ่งตอกย้ำว่า “ต้องเตือนภัย”
แต่ ... มันไม่เกิดขึ้นและไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะ “บ้านคลองลอย” ไม่แจ้งเตือน ที่ผ่านมาบ้านคลองลอยทำหน้าที่ส่งข้อมูลปราตรน้ำลงมาแจ้งที่อำเภอโดยตลอด
แต่ 9 มกราคม 2560 วันที่น้ำล้นเขื่อน ใช้เวลาไม่นาน น้ำก้อนใหญ่ก็ซัดเข้าถล่มที่บ้านคลองลอยเต็มกำลัง สะพานขาดทั้ง 2 ฝั่ง บ้านเรือนเสียหาย จมอยู่ในกองโคลน เมื่อไฟฟ้าดับ ก็ทำลายระบบหอกระจายข่าวในชุมชนที่ต้องใช้ไฟฟ้าไปด้วย น้ำยังถล่มพัดพาสัญญานโทรศัพท์หายไปจากพื้นที่นี้ แม้จนวันนี้ก็ยังใช้ไม่ได้
“ไม่มีช่องทางสื่อสารใดๆ แจ้งข่าวสารการมาเยือนของมวลน้ำมหาศาลไปยังพื้นที่ด้านล่าง”
ระบบเตือนภัย ... ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
มีคำถามตามมาทันที ที่ผมได้รับรู้ข้อมูลนี้ ... ข้อมูลที่บ่งบอกว่า เราไม่มีระบบเตือนภัยที่เป็นเรื่องเป็นราวเลยหรือ เราเพียงฝากความหวังไว้กับสัญญานโทรศัพท์ที่แสนจะบอบบางในภาวะภัยพิบัติเพียงเท่านี้หรือ
เราเอาชีวิต ความเป็นอยู่ ทรัพย์สินของคนจำนวนมาก ที่ไว้ใจให้รัฐดูแล ผูกไว้กับสัญญานโทรศัพท์ ... เท่านี้เอง
ที่นั่น มีสถานีตรวจวัดอากาศ สถานีที่ต้องส่งข้อมูลทั้งระดับน้ำ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนสะสม ความชื้นในดิน ไปยังเวบไซต์ส่วนกลาง ... นี่คือระบบ ... ระบบ ที่ไม่ต้องพึ่งพาให้คนคอยโทรศัพท์ไปเตือน
เพราะถ้ามีระบบนี้ ... ส่วนกลางก็สามารถตรวจสอบข้อมูลเอง และเตือนภัยได้เอง
แต่กลับมีข้อมูลที่น่าตกใจ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งไปค้นหามาและส่งมาให้ผมดู ... สถานตรวจวัดอากาศ ที่ ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน รายงานข้อมูลครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ...
เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว !!
เกิดอะไรขึ้นกับ “ระบบ” ของเรา ... เช่นเดียวกับในเวบไซต์ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเพจ “คนอนุรักษ์” โพสต์ไว้ว่า ไม่มีการรายงานข้อมูลใดๆที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามา ... ในหน้า “ข้อมูลภัยพิบัติ น้ำท่วม” ถูกอัพเดตข้อมูลครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2556 .... 3 ปีที่แล้ว !!
สิ้นสงสัย
ย้อนกลับไป 12 ปีก่อน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่เสียหายมากที่สุดจาก “คลื่นยักษ์ สึนามิ” ที่พัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน 6 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกันมากกว่า 1 หมื่นคน
เหตุการณ์นั้น ทำให้ประเทศไทยหวาดกลัวและตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัย
เราลงทุนด้วยงบประมาณหลักพันหลักหมื่นล้าน ตั้ง “ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ” ขึ้นมา มีสำนักงานใหญ่โตอยู่ข้างสถานีดาวเทียมไทคมที่นนทบุรี มีเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค มีติดตั้งสถานีวัดระดับน้ำ สถานีตรวจอากาศ วางทุ่นตรวจจับคลื่นสึนามิ
ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์เตือนภัยยังสร้างระบบการแจ้งเตือนอย่างเป็นขั้นตอน ผมเองเคยไปทำข่าวนี้อย่างจริงจัง จำได้คร่าวๆว่า ศูนย์เตือนภัย มีความเป็นอิสระ มีอำนาจประกาศเตือนภัยโดยสามารถสายตรงถึงนายกรัฐมนตรีอนุมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อการเตือนภัยฉุกเฉิน
ศูนย์เตือนภัย ยังสร้างระบบการแจ้งเตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ช่วงนั้น ที่มุมขวาบนของจอ จะมีสัญญานสีเขียวขึ้นอยู่ เป็นสัญญานว่าปลอดภัย แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเหลืองให้เตรียมตัว แลถ้าเป็นสีแดง หมายความว่า ต้องอพยพทันที พร้อมตัววิ่งที่จะบังคับให้ขึ้นทุกช่อง รวมทั้งระบบ SMS ที่ขอความร่วมมือโอเปอเรเตอร์ทุกรายให้ส่ง SMS เตือนไปยังผู้ใช้บริการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทันที
สัญญานที่มุมจอ ... มีอยู่ระยะหนึ่ง จนเหลือแต่ที่ช่อง 5 ซึ่งเป็นแม่ข่ายเท่านั้น และค่อยๆหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
SMS ไม่เคยได้ใช้
12 ปีผ่านไป เรายังไม่เคยเจอคลื่นสึนามิอีก ระบบเตือนภัยไม่เคยถูกทดลองใช้จริงจัง “ศูนย์เตือนภันพิบัติแห่งชาติ” อันใหญ่โต ทันสมัย ถูกโอนย้ายจากที่เคยขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีเพื่อความคล่องตัว ... ไปอยู่กับกระทรวง ICT และผมเองก็เพิ่งมารู้วันนี้ว่า ศูนย์เตือนภัย ถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไปแล้วในรัฐบาลนี้
อ้าว ... แล้วจะมี “ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทำไม” ถ้าอยู่ใต้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
วันนี้ ทีมข่าว PPTV ไปถามผู้ใหญ่ใน ปภ. ว่าทำไมข้อมูลน้ำท่วมถึงอัพเดตครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน พ.ย.ปี 2556 ..คำตอบที่ได้คือ “ระบบขัดข้อง” ... แก้ไขแล้ว
???
ขัดข้องมา 3 ปี ???
เอาเถอะ ... เมื่อระบบราคาแพงแสนทันสมัย ไม่อยู่ในสถานะที่จะทำงานได้
ไอ้พวกประชาชน ... ก็ฝากชีวิต ทรัพย์สินที่เก็บหอมรอมริบมา ไว้กับสัญญานโทรศัพท์เตือนภัย ... ต่อไป
** ขอบคุณภาพบางส่วนจาก "ใจถึงใจ" / เพจ คนอนุรักษ์ / October Man Kai