วานนี้ (26 ม.ค. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐเลือกเพื่อนเก่าอย่างอังกฤษ เป็นแขกรายแรกที่เชิญมาเยือนสหรัฐ ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ครองเมือง ซึ่งนางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ออกเดินทางแล้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
การเยือนครั้งนี้มีกำหนดไว้เพียง 2 วัน แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า จะเป็น 2 วัน ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ และมีผลกระทบต่อโลกแทบทั้งสิ้น อย่างเช่นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการแบ่งปันด้านข่าวกรอง อนาคตขององค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ”นาโต้” และปิดท้ายด้วยเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง 2 ประเทศ หลังจากอังกฤษถอนตัวจากอียู
เมย์ตัดไม้ข่มนามก่อนออกเดินทางโดยบอกว่า เธอไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับทรัมป์ และเปิดประเด็นในเรื่องที่เธอไม่เห็นด้วย ทั้งเรื่องชาวมุสลิมและเรื่องการเหยียดเพศ ที่ทรัมป์ขึ้นชื่อในเรื่องพวกนี้มาตลอด
ผู้นำอังกฤษยังบอกด้วยว่า ในอดีตสหรัฐกับอังกฤษจับมือกันต่อสู้กับความชั่วร้ายมาโดยตลอด ซึ่งเธอก็หวังว่า สหรัฐในยุคของทรัมป์ จะยังคงร่วมมือกับอังกฤษ ปราบคนพาล อภิบาลคนดี ในฐานะชาติผู้นำของโลกต่อไป
แต่ก่อนที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะก้าวขึ้นเครื่องบินไม่นาน ปรากฏว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ประกาศจะกลับมารื้อฟื้นวิธีทรมานนักโทษ ด้วยวิธีใช้น้ำราดจมูก หรือที่ร็จักกันดีในชื่อ”วอเตอร์ บอร์ดิ้ง” รวมถึงการปฏิเสธวีซ่าแก่ชาวมุสลิมบางประเทศ
เรื่องนี้ทำเอานายกรัฐมนตรีเมย์ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะยืนยันว่า อังกฤษไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ และจะยืนยันท่าทีเดิมให้ผู้นำสหรัฐได้รับรู้ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า อังกฤษต้องการกระชับความร่วมมือทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งทรัมป์เองก็ยืนยันมาตลอดว่า อยากเจรจาเรื่องนี้กับอังกฤษ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปัญหาติดตรงที่ว่า อังกฤษชั่วโฒงเหมือนถูกตัดแขนตัดขา เพราะไม่สามารถเจรจาการค้ากับใครได้เลย จนกว่ากระบวนการ”Brexit” จะสำเร็จลุล่วงเสียก่อน
การเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือว่านายกรัฐมนตรีเมย์ เป็นผู้นำประเทศคนแรกของโลก ที่เป็นแขกของทรัมป์ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เธอกลับไม่ใช่นักการเมืองอังกฤษคนแรกที่ได้พบกับทรัมป์ เพราะก่อนหน้านี้ นาย”ไนเจล ฟาราจ” แกนนำพรรคฝ่ายค้าน หรือ”ยูคิป” ตัดหน้าไปพบกับทรัมป์ถึงอาคารทรัมป์ในนิวยอร์กมาแล้ว เล่นเอานักการเมืองฝ่ายรัฐบาลอังกฤษ หัวเสียกันเป็นแถว