นักการเมือง และข้าราชการทั้ง 6 คน ที่เข้าข่ายถูกยึดทรัพย์ จากการขายข้าวจีทูจี ประกอบด้วย นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พันตรี นายแพทย์วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัฐฐิติพงษ์ หรือ อัครพงษ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมกันชี้แจง กระบวนการเรียกค่าเสียหายจากการทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จากทั้ง 6 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 20,000 ล้านบาท โดยใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ซึ่งขณะนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ส่งข้อมูลเบื้องต้นให้กรมบังคับคดีแล้ว อยู่ระหว่างกระบวนการสืบทรัพย์ของทั้ง 6 คน เพื่อนำไปสู่การยึด อายัด และขายทอดตลาดต่อไป
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ระบุว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยยืนยัน ไม่มีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน จนเป็นเหตุให้การดำเนินคดีล่าช้า
แต่ที่ล่าช้าเพราะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบปฎิบัติที่จะต้องดำเนินคดีทางแพ่ง ซึ่งกรมบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการได้ หากโจทก์ คือ กรมการค้าต่างประเทศ ไม่ตั้งเรื่องเสนอมาเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ เพราะกรมบังคับคดี เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุน ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคดี
ด้านอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นางดวงพร รอดพยาธิ์ ระบุว่า ได้รับเอกสารตั้งเรื่องยึดทรัพย์จากกรมบังคับคดีแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการและรวบรวมเอกสารทั้งหมด คาดว่าจะสามารถส่งเรื่องให้กรมบังคับคดี ได้ภายในวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์นี้
โดยยอมรับว่าคดีนี้มีความคืบหน้าช้า เพราะหน่วยงานไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีทางปกครอง
การดำเนินคดีนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครองมาตรา 57 ที่ให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดหรืออายัดทรัพย์สินกับผู้ที่กระทำการทุจริต ให้ชำระหนี้ให้ครบถ้วน โดยอนุโลมให้ปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ร่วมดำเนินการ
11111111111111111111111111111