ขอพักเรื่องวัดพระธรรมกายในคอลัมน์นี้ก่อนนะครับ เพราะเชื่อว่าท่านคงเสพข่าวสารเรื่องวัดนี้กันจนล้นในช่วงนี้ และก็ยังเต็มไปด้วยความคิดเห็น การคาดเดา ที่ยังหลากหลายเกินกว่าจะสรุปอะไรได้
เรื่องร้อนๆที่ผมเห็นว่า จริงแล้ว “ร้อนกว่า” วัดพระธรรมกายด้วยซ้ำ ก็คือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ นี่แหล่ะครับ ... ซึ่งเกือบจะบานปลายจนกลายเป็นหมัดน็อค ที่รัฐบาลบวกใส่ตัวเองไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังแกนนำ “เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน” ถูกควบคุมตัวไปที่ มทบ.11 เป็นเวลา 1 คืน ก็กลับออกมาพร้อมแม่ทัพภาคที่ 1 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ(พล.ท.สรรเสริญ) แล้ยืนเรียงแถวหน้ากระดานประกาศว่า “เซ็ตซีโร่” EHIA โรงไฟฟ้า และ EIA ท่าเรือขนถ่ายถ่านหินคลองรั้ว .... ผู้ชุมนุม พอใจ แยกย้ายกันกลับบ้าน
แต่ก็เป็นความพอใจ ที่มาพอกับความมึนงง ... เพราะต้องรอ มติ ครม.เมื่อวานนี้ ว่าตกแล้ว มันเป็นยังไงกันแน่
ก่อนจะรายละเอียดเรื่อง EIA / EHIA ย้อนไปในวันหยุดที่ผ่านมาก่อน ว่า ทำไม รัฐบาลถึงเบรคเอี๊ยดโครงการนี้ ทั้งที่เมื่อวันศุกร์ บอร์ด กรรมการพลังงานแห่งชาติ เพิ่งมีมติให้เดินหน้าก่อสร้าง
เพิ่งเกือบมีเหตุจลาจลที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเย็นวันศุกร์
เพิ่งใช้มาตรา 44 ควบคุมตัวแกนนำ 3 คน เมื่อวันเสาร์ และเข้าควบคุมอีก 2 คนวันอาทิตย์
เพิ่งใช้เจ้าหน้าที่ผลักดันมวลชนฝ่ายค้านโรงไฟฟ้าไปอยู่ในรั้วสำนักงาน กพ.
แล้วอยู่ๆ ก็กลับออกมา พร้อมคำมั่นสัญญา จะเซ็ตซีโร่
แหล่งข่าวบอกว่า หลังการควบคุมตัวแกนนำ รัฐบาลเองก็ใช้วิธีทางการข่าวอย่างเข้มข้นเช่นกัน เพื่อปะเมินสถานการณ์ที่จะตามมา เพราะครั้งนี้สำคัญ ที่ผู้ถูกควบคุมตัว มาเรียกร้องในประเด็นสิทธิชุมชน แต่ถูกตีความเป็น “การชุมนุมทางการเมือง” และใช้กฎหมายชุมนุมสาธารณะเข้าจับกุม (ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ และถูกท้วงติงอยู่ก่อนแล้ว ว่าไม่ควรนำมาใช้กับกรณีแบบนี้)
ระหว่างนั้น องค์กรพัฒนาเอกชน ทยอยกันออกแถลงการณ์อย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกันหมด คือ เรียกร้องให้รัฐปล่อยตัวแกนนำ และให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ในแถลงการณ์เหล่านี้ มีองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมาก มีเครือข่ายผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการอื่นๆที่รัฐเตรียมจะก่อสร้าง เตรียมที่จะเคลื่อนพลเข้ามาสนับสนุน รวมทั้งมวลชนทางใต้ ที่อาจจะเจอปัญหาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน
มีการล่ารายชื่อกลุ่มนักวิชาการได้จำนวนมากและเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ..
ว่ากันว่า ... นี่เป็นเหตุผล ที่รัฐบาล ... จับสัญญานได้ และ “ตัดไฟ” ก่อนดีกว่า ก่อนจะ “ไปกันใหญ่”
กลับมาเรื่อง EHIA โรงไฟฟ้า และ EIA ท่าเรือขนถ่ายถ่านหิน ที่มี วาทกรรม เซ็ตซีโร่ ซึ่งคำๆนี้ ทำให้ฝ่ายต้านยอมกลับบ้าน เพราะเข้าใจได้หมายถึง “เริ่มใหม่ทั้งหมด” ซึ่งโดยกระบวนการปกติ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง
และว่ากันว่า คนที่เอ่ยคำนี้ออกมาเป็นครั้งแรก ก็เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีอำนาจในระดับสั่งการ เกินกว่าที่จะไม่ไว้ใจ
แต่พอมติ ครม.ออกมาเมื่อวาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ใช้คำว่า “ยกเลิก” EIA / EHIA จริง แต่มีแถมมาด้วยคำว่า “ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี” ถ้าไม่ผ่านก็เลิก แต่ถ้าผ่านก็ต้องยอมรับ ??
ปัญหา คือ อย่างน้อย 1 ปี คืออะไร ฝ่ายต้าน และกลุ่มนักวิชการด้านสิ่งแวดล้อมมั่นใจว่า ถ้าเริ่มทำ EIA / EHIA จากการเซ็ตซีโร่ ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะใช้เวลาเพียง 1 ปี ... ดังนั้น 2 ปี 3 ปี หรือ 1 ปี 1 วัน ก็มีความหมาย อย่างน้อย 1 ปี เหมือนกัน
“ความไม่เชื่อใจ” จึงดูเหมือนเริ่มกลับมา
ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า EHIA / EIA โครงการนี้ มีที่มาอย่างไร ... เดิมที ถูกทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งให้คณะกรรมการชำนาญการ (คชก.) ดู ปรากฏว่า คชก.มีข้อโต้แย้งและให้กลับไปปรับปรุง จน EHIA / EIA ไปอยู๋ในคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งมีฝ่ายนักวิชาการและฝ่ายต่อต้านอยู่ด้วย หลังจากการประท้วงรอบที่แล้ว
แต่กลับพบว่า รายงาน EHIA / EIA ถูกถอดออกจากกรรมการไตรภาคี ... จนสุดท้ายมาโผล่ในที่ประชุมกรรมการพลังานแห่งชาติ (กพช.) บอกว่า ผ่าน คชก.แล้ว และก็ผ่าน กพช.ในที่สุด โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า ปรับปรุงหรือยัง หรือปรับปรุงไปแล้ว เป็นอย่างไร ... นั่นคือที่มาของความไม่ไว้ใจ
แถมในระหว่างนั้น รัฐบาลยังใช้มาตรา 44 ประกาศให้โครงการของรัฐ สามารถดำเนินการสรรหาผู้รับเหมาไปก่อนได้เลยระหว่างทำ EHIA / EIA ทำให้โครงการนี้ ได้ผู้รับเหมาจาก “จีน” เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังทำสัญญาผูกมัดไม่ได้เท่านั้น
ผู้รับเหมา จีน ยังเสนอราคา ชนะ เยอรมัน และฝรั่งเศส ด้วยเทคโนโลยีที่อ้างว่ายอดเยี่ยม แต่ถูกกว่าชนิดที่กลุ่มยุโรปมึน ว่า ราคานี้ ทำได้ยังไง ... นั่นเป็นอีกหนึ่งความไม่ไว้ใจ
ด้วยความสับสน ณ เวลานี้ จึงเกิดความไม่แน่ใจว่า ยกเลิก EHIA / EIA กระบี่ แล้ว “เซ็ตซีโร่” เป็นความเข้าใจเดียวกันหรือไม่ ว่า ลบของเดิมทิ้งไป เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ... หรือเอาของเดิม มาปรับปรุงใหม่
ที่สำคัญกว่านั้น คือ กระบวนการ ที่มาของ EHIA / EIA ที่ฝ่ายคัดค้าน เตรียมจะเสนอให้ทำใหม่ ถ้า เซ็ตซีโร่ จริง คือ ต้องแก้วิธีการได้มาซึ่ง EIA / EHIA ด้วย
แต่เดิม รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA จะได้มาจาก การที่เจ้าของโครงการ (โครงการนี้คือ กฟผ.) เป็นผู้ว่าจ้างสถาบันการศึกษา หรือ เอกชน เข้ามาทำรายงานผลกระทบ ซึ่งถูกกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ และต้องผ่าน จึงจะสามารถดำเนินโครงการได้ ... แต่ย้อนกลับไปอ่านดู “ใคร” จ้าง “ใคร”
เมื่อคนทำรายงานผลกระทบ มีสถานะเป็นลูกจ้าง ของเจ้าของโครงการ มีโอกาสแค่ไหน ที่ รายงานผลกระทบเหล่านี้ จะไม่ผ่าน ... ??
ในวงการรู้กันว่า จากราคาค่าจ้างเต็ม ถ้า EIA หรือ EHIA ไม่ผ่าน จ่ายแค่ 60% ... แล้วทำไมจะไม่ผ่าน .. ยังไม่นับว่าถ้าทำไม่ผ่าน ต่อไป “ใครจะจ้างให้ทำ” นั่นเป็นอีกประเด็น
รอบนี้ ถ้า “เซ็ตซีโร่” ได้จริง กลุ่มนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม จึงเตรียมเสนอ โมเดล กระบวรการทำ EIA / EHIA ใหม่ ที่ม่ใช่การว่าจ้างจากเจ้าของโครงการ หรือการหักเงินถ้ารายงานไม่ผ่าน เช่น ... บังคับให้ต้องจ่ายเต็ม หรือ ให้มีองค์กรกลางด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทำ หรือ ร่วมจัดทำ ทั้งหมดที่ 10 กว่าโมเดล
นั่นหมายรวมถึง ทุกโครงการ จากนี้ไป จะถูกกำหนดให้ทำ EIA / EHIA แบบใหม่ ที่น่าเชื่อถือกว่าเดิม ... ก็จะลดปัญหาการต่อต้าน ที่มาจากความไม่ไว้วางใจ
เพราะเห็นแล้วว่า โครงการมากมาย ที่ผ่าน EIA มาได้ในอดีต ล้วนแต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน
ผลักดันยกเลิก EHIA / EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่รอบนี้ จน เซ็ตซีโร่” ถ้าจริง จะทำ “นานเท่าไหร่” ... จึง ไม่สำคัญเท่า “ให้ใครทำ”
คำถาม คือ รัฐบาล จะกล้า เปลี่ยนกระบวนการที่มา EIA / EHIA มั้ยล่ะ .... เพราะที่ผ่านมา ผ่านกฎหมายไปได้กว่า 200 ฉบับ แต่หนึ่งในนั้น กลับไม่มี พรบ.สิ่งแวดล้อม ที่มีเรื่องนี้ รวมอยู่ด้วย
ไม่เชื่อไปดูแถลงการณ์ที่ออกมาบ่าย 3 ได้เลยครับ ...