บ่อน้ำดังกล่าวลักษณะเป็นบ่อซีเมนต์เก่าแก่ คล้ายรูปหัวใจ เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ลึกประมาณ 60 เซนติเมตร น้ำที่ขังในบ่อมีสีชมพูอมม่วง น้ำใสไม่มีตะกอน ไม่มีกลิ่น โดยมีชาวบ้านต่างมาตักน้ำในบ่อแห่งนี้ปะพรมตามร่างกาย และหลายคนนำไปดื่มกิน เพราะเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
ผู้ที่ดูแลวัด กล่าวว่า วัดแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 2533 แต่มีสภาพเป็นวัดร้าง ไม่มีพระภิกษุจำวัด กระทั่ง 3 เดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านสังเกตเห็นน้ำที่ขังในบ่อน้ำเก่าเป็นสีชมพู และน้ำในบ่อไม่เคยแห้ง หลายคนจึงตักไปดื่มกิน โดยเชื่อว่ารักษาอาการเจ็บป่วยได้
ขณะที่บางคนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ว่าน้ำในบ่อมีสารพิษที่อันตรายต่อร่างกายหรือไม่
ทั้งนี้ทีมข่าวพีพีทีวีได้สอบถามกับรองศาสตราจารย์ วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงกรณีนี้ ซึ่งรองศาสตราจารย์ วีรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะของน้ำที่มีสีม่วง อาจเกิดได้จาก 3 ปัจจัยคือ เกิดการเจริญเติบโตของสาหร่ายเซลล์เดียวอย่างรวดเร็ว มีส่วนผสมของสารแมงกานีสจำนวนมาก และมีการผสมสีลงไปในน้ำ ส่วนน้ำที่มีลักษณะเป็นใส ไม่มีตะกอน เชื่อว่าน่าจะเกิดจากสาหร่ายเซลล์เดียว และสีผสม แต่เพื่อความชัดเจน ควรเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อดังกล่าวส่งตรวจว่ามีสารชนิดใดผสมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามนักวิชาการเตือนชาวบ้านว่าไม่ควรดื่มน้ำเข้าไป เพราะอาจมีอันตรายต่อชีวิตได้