แม้ว่านักท่องเที่ยวจาก 6 ประเทศมุสลิมที่มีชื่ออยู่ในคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางเข้าสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่บรรยากาศที่ตึงเครียดในสนามบินต่างๆ รวมถึงรายงานข่าวว่ามีนักท่องเที่ยวถูกกักตัวและสอบสวนหลายครั้ง ก็ทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ที่จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบจากคำสั่งแบนเลย เกิดความไม่มั่นใจและตัดสินใจไม่เดินทางมาสหรัฐฯ ไปด้วย โดยยังไม่นับข่าวการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง การก่อกวนและการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนที่ “แตกต่าง”
ขณะที่บทความของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ระบุว่า ตอนนี้ “นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกกลัวที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ” โดยความรู้สึกนี้ยืนยันได้จากการที่หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางในสหรัฐฯ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาเยือนมากที่สุด คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะลดลง 3 แสนคน คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไป 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสมาคมโกลบอลบิสซิเนสแทรเวล (Global Business Travel) ในวอชิงตันดีซี พบว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจยุโรปรู้สึกอยากมาประชุมหรือร่วมงานที่จัดในสหรัฐฯ น้อยลง ซึ่งบรรยากาศแบบนี้อาจจะทำให้นึกถึงสมัยหลังจากที่สหรัฐฯ เผชิญกับเหตุวินาศกรรม 9/11 ที่มีการตรวจตราความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ผู้คนก็ยังรู้สึกหวาดระแวง
เหตุผลที่ทรัมป์ออกคำสั่งนี้ก็เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ เป็นการปกป้องประเทศจากคนไม่ดี ทั้งที่เข้ามาแย่งงานชาวอเมริกัน หรือเข้ามาก่อการร้าย ซึ่งไม่มีใครไม่ต้องการความปลอดภัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินมาตรการเข้มงวดเช่นนี้กำลังทำให้นักท่องเที่ยวหนีหาย
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2015 เกือบ 2 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 8 ล้านล้านบาท และตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวก็กำลังพูดถึงภาวะซบเซาที่จะเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทรัมป์ ว่าจะทำให้สหรัฐฯ เสียรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้อัตราขยายตัวเศรษฐกิจลดลง 0.5 เปอร์เซ็นต์