ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่าระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ชั้น 2 กับบริเวณทางเข้าสยามพารากอน ประตู 3 เขตปทุมวัน กทม. 2 ลูก จากตรวจสอบยืนยันว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่องที่ทำขึ้นจากท่อเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 10 เซนติเมตร (3.94 นิ้ว) ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร (7.87 นิ้ว) โดยมีดินดำเป็นดินระเบิดหลัก จุดระเบิดโดยใช้นาฬิกาข้อมือดิจิตอล ไม่ทราบยี่ห้อและรุ่น และมีตะปู ขนาดยาว 2-4 นิ้ว เป็นสะเก็ดระเบิด แรงระเบิดบริเวณใกล้เคียงเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่
1.นางศิรินทร์ ส่องแสงเจริญ อายุ 53 ปี ตกใจเสียงระเบิดหกล้มเจ็บบริเวณสะโพก ไม่มีบาดแผล ส่งรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้
2.นายวีระ ศักดิรัตน์ อายุ 26 ปี ถูกของมีคมบริเวณนิ้วหัวแม่มือซ้ายเป็นแผลยาวประมาณ 1 นิ้ว นำส่งโรงพยาบาลพญาไท 1 เย็บแผล และอนุญาตให้กลับบ้านได้เช่นกัน
พ.ต.ทรงพล เอี่ยมบุญฤทธิ์ อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ ยุทโธปกรณ์ วิเคราะห์ว่า ระเบิดครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ "ปั่นป่วน" มากกว่า "สังหาร" เนื่องจาก 1. ระเบิด เป็นระเบิดที่ใช้ "นาฬิกา" ตั้งเวลาเอาไว้ หากต้องการก่อเหตุรุนแรงจริงๆ คนร้ายน่าจะใช้การจุดระเบิดวิธีอื่นที่สามารถเลือกเวลาที่อยากจะให้ระเบิดได้ 2.สถานที่่ เป็นการวางระเบิดในจุดที่มีสิ่งกีดขวางมากมาย และเป็นจุดเชื่อมต่อ ไม่ได้อยู่ภายห้างฯ หรือภายในสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งสร้างความเสียหายได้มากกว่า และ 3.ลักษณะตะปู อยากตั้งข้อสังเกตว่า ตะปูที่ใช้เป็นสะเก็ดระเบิด "ไม่ผิดรูป" กล่าวคือ หากระเบิดมีอานุภาพรุนแรง แรงระเบิดจะต้องทำให้ "ตะปู" ที่ใช้เป็นสะเก็ดระเบิดผิดรูป เช่น บิดเบี้ยว โค้งงอ มากกว่านี้