วันนี้ (10 เม.ย. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี ของอียิปต์ ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 3 เดือน หลังเกิดเหตุระเบิดโจมตีโบสถ์ของชาวคริสต์ นิกายคอปติก ถึง 2 แห่งในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 44 คน บาดเจ็บรวมกันอีกมากกว่า 100 คน ซึ่งกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ออกมาอ้างความรับผิดชอบ พร้อมระบุว่า ต้องการเอาชีวิตชาวคริสต์ ที่เป็นชนส่วนน้อยในอียิปต์
หลังเกิดเหตุ ผู้นำอียิปต์ได้เรียกประชุมฉุกเฉินกับหน่วยงานความมั่นคง พร้อมสั่งการให้ระดมกำลังทหารอารักขาสถานที่สำคัญทางราชการ และระบบโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เนื่องจากไอเอสขู่จะลงมือก่อเหตุอีก
เหตุโจมตีดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับชาวคริสต์ในพื้นที่ ซึ่งมารวมตัวประท้วงที่หน้าโบสถ์เซนต์มาร์ก ในเมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็น 1 ในจุดที่เกิดเหตุ ขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ซึ่งจะเสด็จเยือนกรุงไคโร ของอียิปต์ ช่วงปลายเดือนนี้ ทรงประณามเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างหนัก เนื่องจากถือเป็นการสร้างความแตกแยกทางศาสนา โดยคนร้ายเลือกก่อหตุในวัน "ปาล์ม ซันเดย์" ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวคริสต์ โดยยึดเอาวันอาทิตย์ก่อนวันอีสเตอร์ เป็นวันรำลึกการเสด็จกลับเข้าสู่กรุงเยรูซาเลมของพระเยซู ก่อนรับการทรมาน
ทั้งนี้ ภายใต้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่อียิปต์จะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับ และสามารถเข้าตรวจค้นบ้านเรือนหรือสถานที่ต้องสงสัยได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องนำประกาศดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ลงมติอนุมัติก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นอย่างการ
ที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสมักพุ่งเป้าก่อเหตุร้ายโจมตีคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยของอียิปต์ โดยปัจจุบัน มีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคอปติก เพียงร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ