ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ปลัดอำเภอแม่สะเรียง เพื่อขอให้พิจาณารับคดีตำรวจบังคับเด็กสาวในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเรื่องนี้แม่ ของผู้เสียหายรายหนึ่ง แจ้งความตามขั้นตอนปกติ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า และสถานการณ์เวลานี้เด็กส่วนใหญ่ได้ย้ายออกไปอยู่นอกพื้นที่เกือบหมดแล้ว เพราะนอกจากกลัวว่า จะตกเป็นข่าว และครอบครัวรับรู้
ทั้งนี้ ยังเกรงกลัวอิทธิพลของผู้เสียประโยชน์ในพื้นที่ เพราะเรื่องนี้มีข้าราชการระดับสูงของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเคยใช้บริการ อีกทั้งยังมีตำรวจอยู่ในขบวนการบังคับขายตัวด้วย ที่สำคัญขบวนการนี้ทำกันมาหลายต่อหลายรุ่น จนมีเด็กบางคนติดเชื้อ HIV
สำหรับการเคลื่อนไหวของปลัดอำเภอแม่สะเรียง มี พ.ต.ท.สะอาด สุนทร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเหนือ รับเรื่องไว้ และจะส่งคดีเข้าพิจารณาตามขั้นตอน
ส่วนฝั่งแม่ผู้เสียหาย เวลานี้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเตรียมเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อวานนี้ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปที่บ้านและได้พบกับเธอ โดยระบุว่าสาเหตุที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง นอกจากคดีไม่มีความคืบหน้า ยังถือว่า เป็นการตัดวงจรของขบวนการค้าประเวณีในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งคนพื้นที่รับทราบดีว่า มีกลุ่มแม่เล้าอยู่อย่างน้อย 11 กลุ่ม และมีเจ้าหน้ารัฐอยู่เบื้องหลัง และพฤติกรรมที่รับไม่ได้ คือ วิธีที่คนกลุ่มนี้ใช้กับเด็ก คือ การมอบของมีค่า และหลอกให้เสพยา ก่อนจะบันทึกคลิปวีดีโอและต่อรองบังคับให้เด็กขายตัว
ขณะที่ ดาบตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหา และถูกโยกย้ายไปจังหวัดแพร่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน และเมื่อคนจังหวัดแพร่รับทราบ ก็บานปลายกลายเป็นกระแสต่อต้านขึ้นแล้ว เมื่อล่าสุดสมาคมคนแพร่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและเรียกร้อง ไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ว่า ไม่ต้องการให้ดาบตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีนี้ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดแพร่ โดยขอให้ย้ายออกอย่างเร่งด่วน โดยให้เหตุผลว่า คนแพร่มีความกังวลใจว่า เรื่องที่เกิดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมาเกิดขึ้นซ้ำกับลูกหลานของชาวจังหวัดแพร่ และหากผลตรวจสอบในทางคดีชัดแล้วว่า ดาบตำรวจคนดังกล่าว ไม่มีความผิด คนแพร่ก็จะยินดีให้การต้อนรับ