เริ่มกันที่ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ซึ่งหลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งไดพียงสองสัปดาห์ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศถอนสหรัฐ จากข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าวในวันที่ 23 ม.ค โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากการสูญเสียตำแหน่งงานให้กับประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าเช่น จีน และ เวียดนาม
แต่ก็มีหลายฝ่ายที่แสดงความเป็นห่วงว่าการถอนตัวออกจากข้อตกลง TPP ซึ่งมีอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา เป็นผู้ลงนามนำสหรัฐฯ ร่วมเป็นสมาชิก จะเปิดช่องให้กับจีนมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย
จากนั้นในช่วงปลายเดือน มี.ค ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารให้มีการตรวจสอบ 16 ประเทศคู่ค้า ที่ทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้าถึงปีละ 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 17 ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกตรวจสอบด้วย
ซึ่งจุดประสงค์ของคำสั่งดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ใช้วิธีที่ไม่เป็นธรรมเช่นการกดค่าเงินให้อ่อนเกินจริงหรือไม่ รวมทั้งหามาตรการแก้ปัญหาขาดดุลการค้าของประเทศ
นอกจากนี้ในวันที่ 18 เม.ย ที่ผ่านมา ทรัมป์ ยังได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของฝ่ายบริหารทบทวนนโยบายการให้วีซ่า H-1B ซึ่งเป็นวีซ่า ซึ่งออกให้กับชาวต่างชาติผู้มีความรู้และทักษะสูงที่ต้องการเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ
แม้ภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยี จะยืนยันว่าวีซ่า H-1B เป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดบุคลากรหัวกะทิจากทั่วโลก แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าวีซาประเภทดังกล่าวเปิดช่องให้มีการนำเข้าแรงงานไร้ทักษะจากประเทศ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนเพื่อรับประกันว่าสหรัฐฯ จะได้คนที่เก่งที่สุดมาทำงานในประเทศ
แต่ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและอาจกระทบความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน คือการสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อสกัดกั้นแรงงานผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทรัมป์หาเสียง
โดย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ทรัมป์ได้สั่งให้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิจัดสรรงบประมาณสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ที่คาดว่าน่าจะใช้เงินมากถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท รวมทั้งทำการศึกษาประเด็นความมั่นคงที่เกียวข้องภายใน 180 วัน
จากนี้ไปคงต้องมาติดตามกันว่านโยบายปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯตามแบบฉบับของทรัมป์จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกได้มากน้อยเพียงใด และจะเป็นการปกป้องได้จริงหรือไม่