จากกรณีที่สังคมออนไลน์ได้มีการแห่กันแชร์ภาพการตัดต้นไม้ บริเวณริมถนนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ โดยลักษณะการตัดของต้นไม้นั้นเป็นการตัดตอไร้กิ่งใบ ไม่ใช่การตัดแบบตามหลักวิชาการ ที่ทำไปเพื่อป้องกันเหตุไฟไหม้และไฟดูดจากการที่สายไฟพันกับต้นไม้ จนมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่สีเขียวใน กทม. ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย อยู่ที่ 3 ตารางเมตรต่อคน ในคณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน
นายนรเศรษฐ พัฒนเดช อาจารย์ประจำห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงได้ออกข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากเหตุดังกล่าว โดยการเปลี่ยนสายไฟจากแบบเปลือยเป็นแบบฉนวนหุ้ม 2 ชั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น การติดตั้งตัวล็อคสายไฟช่วยลดการแกว่งของสายไฟ รวมถึงกำหนด “ระยะปลอดภัย” ระหว่างสายไฟกับต้นไม้และวัตถุสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยกรณีสายไฟฟ้าแรงสูงนั้น ด้านข้างต้องเว้นระยะปลอดภัย 50 ซม. ต่อกระแสไฟฟ้า 100 เควี ส่วนแนวสูงปกติเสาไฟสูง 10 เมตร อนุญาตให้ต้นไม้สูงได้ไม่เกิน 7.5 เมตร เพื่อให้เหลือพื้นที่ปลอดภัยด้านบน 2.5 เมตร ดังนั้น ในทางปฏิบัติหากต้องการให้เกิดความปลอดภัย และลดความเสียหายจากไฟไหม้ ไฟดูด และไฟดับ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ หน่วยงานเจ้าของพื้นที่จำเป็นต้องศึกษาความเหมาะสม ทั้งสภาพพื้นที่ พันธุ์ไม้ รวมไปถึงรูปแบบการตัดแต่งกิ่งที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
นายสุรินทร์ คำฝอย รองอธิการบดีฝ่ายแผนงาน และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึงกรณีศึกษาการบริหารการจัดการต้นไม้ให้สามารถอยู่ร่วมกับสายไฟได้อย่างยั่งยืน ของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตเป็นเมืองที่ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง โดยมีสาเหตุจากต้นไม้เป็นอันดับหนึ่งกว่า 70% ส่งผลให้ในปี 2555 ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันศึกษาหาแนวทางการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการปรับรูปแบบการตัดแต่งกิ่งไม้ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบระบุว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต้นละ 20% โดยในช่วงเริ่มต้นนั้นเมืองซานฟรานซิสโก ใช้เงินลงทุนเปลี่ยนแปลงทั้งเมืองไป ถึง 18,000 ล้านเหรียญ แต่ภายในระยะ5ปีหลัง การใช้จ่ายในการบริหารจัดการก็ได้ลดลงเหลือเท่าเดิม จึงชี้ว่าสามารถนำเอาตัวอย่างนี้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้
ทั้งนี้ ข้อสรุปจากรายงานดังกล่าวได้เสนอ 5 แนวทางปฏิบัติ เพื่อการคงอยู่อย่างยั่งยืนระหว่างต้นไม้กับสายไฟ 1. การโซนนิ่งพื้นที่หรือยกเป็นเขตบริหารจัดการพิเศษที่มีความละเอียดอ่อน โดยกรณีศึกษาของเมืองซานฟรานซิสโก ในพื้นที่ที่ไม่สามารถตัดต้นไม้ได้นั้น หากเกิดเหตุกิ่งไม้หล่นใส่รถยนต์ของผู้อื่น เจ้าของบ้านไม่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย 2. การวางแผนดำเนินงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของสังคม โดยเริ่มตั้งแต่การวางผังเมือง การใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสม การเลือกพันธุ์ไม้ รวมไปถึงวิธีการตัดแต่งกิ่ง 3. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย เช่น การพัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับกระแสไฟฟ้าติดตั้งบริเวณโคนต้นไม้ ช่วยให้รู้ว่ามีกระแสไฟรั่วไหลจนอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ 4. การนำชุดข้อมูลและองค์ความรู้มาพูดคุยร่วมกัน และ 5. การทำงานที่เป็นระบบระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีของกรุงเทพมหานครนั้น ทั้งการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และเจ้าของพื้นที่อย่าง กทม. ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
ขณะที่ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าการแก้ปัญหาการตัดแต่งต้นไม้ริมทางไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยต้องเริ่มจากที่ทุกคนมองว่าพื้นที่ต่างๆ คือบ้าน แน่นอนว่าไฟฟ้ามีความสำคัญมากในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันต้นไม้ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการเสียต้นไม้ในเมืองหลวงเพียงไม่กี่ต้น เท่ากับว่าเรากำลังสูญเสียพื้นที่สีเขียวสำหรับฟอกอากาศ ซึ่งปัจจุบัน กทม. มีน้อยอยู่แล้วให้ยิ่งน้อยลงไปอีก โดยในส่วนของ สจล. ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในแผนแม่บทระหว่างปี 2558 - 2562 คือการปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยการแก้ปัญหาสายไฟกับต้นไม้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบนำร่องแก่สถาบันและหน่วยงานอื่นๆ ในการสร้างภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น