ย้อนรอย “ฮั้วประมูล” มอเตอร์ไซค์ตำรวจ “ไทเกอร์”


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความประสงค์จัดหารถจักรยานยนต์สายตรวจ ให้ตำรวจใช้ปฏิบัติหน้าที่ 19,147 คัน ภายใต้วงเงินงบประมาณเกือบ 1,200 ล้านบาท จึงดำเนินการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง โดยบริษัท คาร์แทรกกิ้ง จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ รุ่นบ็อกเซอร์ 200 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา แต่โครงการจัดซื้อครั้งนี้ ถูกตรวจสอบในอีกไม่นานหลังรถจักรยานยนต์ตำรวจ ไม่สามารถถูกส่งเข้าซ่อมแซมได้แม้จะชำรุดเพียงเล็กน้อย เพราะไม่มีอะไหล่-ศูนย์รับซ่อม จนกลายเป็นการค้นพบขบวนการทุจริตครั้งใหญ่

โครงการนี้ในท้ายที่สุดแล้วคณะกรรมการป้องกันและปาบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตำรวจระดับนายพล ข้อหาหนึ่งที่ชี้มูลคือ ร่วมกันทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ รุ่นไทเกอร์ ตามฐานความผิด “ทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.ฮั้วประมูลนั่นเอง

หากย้อนไปในเวลานั้น จะเห็นว่า เมื่อเปิดให้มีการเข้าแข่งขันประกวดราคา มีเพียง 3 บริษัท ที่เข้ามาแข่งขัน ภายใต้รถจักรยานยนต์เพียง 2 ยี่ห้อ คือ ไทเกอร์และเจอาร์ดี โดยบริษัท คาร์แทรคกิ้ง ตัวแทนจำหน่ายรถไทเกอร์ ชนะการประกวดราคา ตกแล้วราคารถอยู่ที่คันะประมาณ 64,000 บาท แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม ตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้ออื่น ที่มีความพร้อม มีตลาดที่แข็งแรงในปะเทศไทย จึงไม่เข้าร่วมแข่งขันประกวดราคา

จากคำถามนี้ มีคำตอบอยู่ใน TOR ของโครงการ เพราะโครงการนี้ ไปกำหนดคุณสมบัติรถจักรยานยนต์ที่ต้องการว่า ให้มีขนาดเครื่องยนต์ 200 ซีซี ซึ่งเมื่อตรวจสอบลงไปจะพบว่า ในขณะนั้น รถจักรยานยนต์ยี่ห้ออื่น ที่มีทั้งโรงงานผลิต มีศูนย์ดูแลในปะเทศไทยมากมาย ไม่ได้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ขนาด 200 ซีซีในประเทศไทยเลย ที่มีก็เพียง ฮอนด้า รุ่น แฟนท่อม ซึ่งเป็นรถใหญ่ หรูหรา และมีราคาแพงกว่าราคากลางมาก ถึงจะเข้าประกวดราคา ก็ไม่สามารถลดราคาลงมาได้อยู่ดี ดังนั้นเมื่อกำหนดคุณสมบัติเช่นนี้ จึงถูก ป.ป.ช.มองว่า มีเจตนา “ล็อกสเปค” จึงชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ฐาน “ฮั้วประมูล”

สำหรับรถไทเกอร์ ที่ถูกตำรวจทั้งประเทศนำมาจอดทิ้งไว้นัน แท้ที่จริงแล้วรถเหล่านี้ยังสามารถใช้การได้ เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่ลงทุนไปประมูลรถเหล่านี้มาขายในราคาถูก ซึ่งรถเหล่านี้ แต่ละคันนั้นมีอาการเสียเพียงเล็กน้อย และถูกใช้งานไปน้อยมาก แต่ที่เราเห็นภาพรถจอดทิ้งเรียงเต็มไปหมดในหลายๆที่ เพราะเมื่อเสียเล็กน้อย แต่ศูนย์กลับไม่รับซ่อม ทั้งที่ในสัญญาระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับเอกชน ระบุชัดเจนว่า ต้องมีศูนย์รับซ่อมทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่เมื่อใช้งานจริง รายชื่อศูนย์รับซ่อมที่แจ้งไว้ กลับเป็นเพียงอู่เล็กๆ ที่ทางอู่นั้นไม่รู้ว่าถูกนำชื่อไประบุในสัญญา

ส่วนจุดที่มีอยู่จริง มีเพียงจุดเดียวที่กรุงเทพมหานคร ย่านถนนพหลโยธิน ซึ่งก็คือที่ตั้งของบริษัท คาร์แทรคกิ้ง ที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเป็นร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไหล่ซ่อม และที่สำคัญ คือ เมื่อเข้าไปตรวจสอบอาคารเลขที่เดียวกันนี้ กลับพบว่า เป็นชื่อบริษัทอื่น ที่ไม่ใช่ บริษัท คาร์แทรคกิ้ง จึงอาจสรุปได้ว่า แม้แต่บริษัทคาร์แทรคกิ้ง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำสัญญาเกือบ 1,200 ล้านบาท ก็อาจไม่มีอยู่จริง  และถ้าค้นหาชื่อริษัทแห่งนี้ ในเวลานี้ จะพบข้อมูลด้วยว่า “เลิกกิจการ”

ทั้งหมดเป็นที่มาของโครงการที่ถูกตัดสินว่า “ทุจริต” อย่างเหลือเชื่อ เพราะเจ้าของโครงการคือ หน่วยงานที่มีหน้าที่จับคนร้าย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกตั้งคำถามใหญ่ เพราะทำสัญญาเกือบ 1,200 ล้านบาท กับบริษัทที่ไม่มีตัวตนได้อย่างไร รวมทั้งทำสัญญาไปโดยที่ไม่ตรวจสอบว่าไม่มีศูนย์รับซ่อมทุกจังหวัดตามสัญญาได้อย่าง พฤติกรรม 2 อย่างหลังนี้ จึงยิ่งทำให้คำว่า “ฮั้วประมูล” มีนำหนักมากขึ้น

โดยโครงการนี้ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติล่าสุด เมื่อ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ยืนตามมติเดิม คือ ผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ต่อตำรวจ 13 นาย เป็นตำรวจระดับนายพล 4 นาย มียศสูงสุดเป็นถึงรองจเรตำรวจ พร้อมส่งเรื่องให้สำนักงานตำรจแห่งชาติ ตั้งกรรมการอบฐานผิดวินัยร้ายแรง และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเตรียมดำเนินคดีอาญา

 

 

 

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ