เฟซบุ๊กหันใช้มนุษย์คัดกรองเนื้อหารุนแรง ปิดช่องว่างระบบ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หลังเฟซบุ๊กตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถรับมือกับเนื้อหารุนแรงที่ถูกโพสต์โดยผู้ใช้งานอย่างทันท่วงที ปล่อยให้ภาพและวิดีโอที่แสดงถึงความรุนแรงเผยแพร่ในระบบเป็นเวลานานก่อนจะถูกลบ เช่น ไลฟ์สดของพ่อชาวไทยฆ่าลูกน้อยวัย 11 เดือนและฆ่าตัวตายตาม อยู่ในระบบได้นานถึง 24 ชั่วโมง นำมาซึ่งการประกาศจ้างคนทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลรุนแรงเพิ่ม 3,000 ตำแหน่ง น่าสนใจว่าบริษัทที่มองตัวเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊ก เลือกใช้มนุษย์แก้ปัญหาแทนการใช้เทคโนโลยี 

ในความมุ่งมั่นของเฟซบุ๊กที่วางตัวเองเป็นชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด การจัดการกับเนื้อหาที่สร้างความไม่ปลอดภัยในสังคมถือเป็นเรื่องที่เฟซบุ๊กให้ความสำคัญ ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพยายามพัฒนา AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคัดกรองเนื้อหารุนแรง ซึ่งสามารถคัดกรองเนื้อหาบางประเภท เช่น ภาพโป๊เปลือย ภาพละเมิดสิทธิเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่เฟซบุ๊กก็ยังคงพยายามสร้างอัลกอริทึ่มตลอดจนกลไกต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อรับมือกับรูปแบบเนื้อหาและความรุนแรงที่หลากหลายขึ้น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง เฟซบุ๊กได้นำเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า “เครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตาย” มาใช้ โดยจะดักจับเนื้อหาที่บ่งชี้ว่าผู้ใช้งานมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย แล้วแสดงผลเป็นปุ่มกดแจ้งเหตุ ที่ทั้งตัวผู้โพสต์เนื้อหาดังกล่าวและเพื่อนจะสามารถกดแจ้งเหตุไปยังเจ้าหน้าที่ได้ ตลอดจนขึ้นเบอร์โทรศัพท์สายด่วนสำหรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน นี่เป็นหนึ่งในความพยายามพัฒนา AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มาคัดกรองเนื้อหารุนแรง

ปัญหาก็คือ แม้พยายามพัฒนา AI ให้เข้าใจมนุษย์มากเท่าใด มันก็ยังไม่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้เท่ากับมนุษย์ด้วยกันเอง จึงมีความจำเป็นต้องใช้มนุษย์ในการคัดกรองเนื้อหาบางอย่าง เช่น ผู้ที่พูดภาษาอารบิกได้เท่านั้น จึงจะสามารถตัดสินได้ว่าคำพูดในวิดีโอที่ถูกโพสต์โดยกลุ่มหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง เป็นเนื้อหาที่ปลอดภัยหรือไม่

การประกาศเพิ่มคนอีก 3,000 คน ในการทำหน้าที่คัดกรองเนื้อหารุนแรงของเฟซบุ๊กจึงได้รับการชื่นชมว่ามาถูกทาง แต่จำนวนการจ้างงานก็ยังเป็นที่กังขาว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยปัจจุบันเฟซบุ๊กมีพนักงานที่ทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่แล้ว 4,500 คน เมื่อรวมกับอัตราจ้างงานใหม่เป็น 7,500 คน เทียบกับจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วโลกที่มีอยู่ 1,860 ล้านคน เท่ากับว่าพนักงานคัดกรองข้อมูลหนึ่งคน ต้องรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กถึง 248,000 คน


มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊กระบุว่า จำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจสอบ และพร้อมๆกับการจ้างงานเพิ่ม เฟซบุ๊กก็จะพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้การกดแจ้งเหตุโดยผู้ใช้ ตลอดจนการแจ้งเหตุไปยังเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรวดเร็วขึ้นด้วย


อย่างไรก็ตาม การเพิ่มแรงงานมนุษย์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ซัคเคอร์เบิร์คกล่าวว่า มีเนื้อหาที่ถูกร้องเรียนโดยผู้ใช้งานด้วยกันเองสัปดาห์ละ “เป็นล้านๆ เรื่อง” ดังนั้น เป้าหมายของเฟซบุ๊กจึงยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้คัดกรองเนื้อหารุนแรง แต่ก่อนจะถึงวันที่ AI สามารถเข้าใจมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ แรงงานมนุษย์จึงยังจำเป็นสำหรับสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ ในฐานะ “วิธีแก้ปัญหาชั่วคราว”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ