แม้ว่าอุบัติเหตุที่ทางขึ้น – ลงเขาป่าตองเมื่อวานนี้ จะเห็นได้ชัดว่า รถจักรยานยนต์ วิ่งเข้ามาชนกับรถกระบะ แต่ก็ยังเผยให้เห็นสภาพถนนที่มีลักษณะคดเคี้ยว เพราะเป็นทางขึ้นลงเขา
เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางหลักเชื่อมระหว่างภูเก็ตฝั่งตะวันตกและตะวันออก และมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทวีศักดิ์ แตะกระโทก วิศวกรโยธาศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือ ศวปถ. ระบุว่า ลักษณะทางกายภาพของถนนเส้นนี้ ลาดชันเกินมาตรฐาน จากปกติจะจะต้องลาดชันไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ แต่จุดเกิดเหตุนี้ลาดชันสูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการแก้ไขจะต้องปรับโครงสร้างถนนใหม่ จึงมีความพยายามศึกษาเรื่องการสร้างอุโมงค์ แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะที่ดินมีราคาสูง และต้องเจรจาเวนคืนที่ดินด้วย
ถนนขึ้น – ลงเขา ป่าตอง เป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งสายหนึ่ง ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการติดตั้งป้ายสัญญานเตือนต่างๆ ทั้งทางโค้ง หรือสัญลักษณ์การจำกัดความเร็ว เพื่อป้องกันอุบัติหตุเฉพาะหน้า เพราะจากการตรวจสอบพบด้านที่รถกระบะวิ่งมา มีป้ายจำกัดความเร็วเพียง 1 ป้าย ส่วนฝั่งที่รถจักรยานยนต์วิ่งมา ไม่พบป้ายเลย
นายแพทย์ธนพงศ์ จินวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มองว่า ภาพที่เห็นในจุดเกิดเหตุ แทบไม่พบป้ายสัญญานใดๆในจุดที่เกิดอุบัติเหตุ
อีกข้อสังเกต ที่นักวิชาการ เห็นตรงกันคือ อุบัติเหตุเมื่อวานนี้ อาจไม่ได้มีปัจจัยมาจากโครงสร้างของถนนเพียงอย่างเดียว แต่ตัวคนขับรถจักรยานยนต์ ใช้ความเร็วในขณะลงเขา โดยสามารถวิเคราะห์จากมุมหน้ารถกระบะ จะเห็นว่าคนขับไม่ชำนาญการขับรถจักรยานยนต์ และไม่พบว่ามีความพยายามเบรก หรือหักหลบ ซึ่งปัจจัยนี้ ก็เป็นสาเหตุ ของอุบัติเหตุหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ทั้งรถบัสโดยสาร รถจักรยานยนต์ ที่ไม่ชำนาญเส้นทาง