ธุรกิจออนไลน์ฟังไว้ “ฝากร้าน” โทษปรับ 2 แสน
อาจารย์กนกกาญจน์ บัญชาบุษบง อาจารย์ประจำสาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า การโฆษณาที่ไม่ระบุตัวตนของผู้ส่งหรือการส่งโฆษณาไปหาคนจำนวนมากโดยที่ผู้รับไม่ได้เต็มใจที่จะรับโฆษณานั้น ซึ่งเรียกว่า “สแปม” ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องสแปมมานานแล้ว เพื่อปฏิเสธที่จะรับข้อมูลข่าวสารและโฆษณาที่เราไม่ได้อนุญาต ซึ่งในไทยเคยมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ประชาชนไม่ค่อยทราบข้อมูลจึงเน้นการบล็อกและลบสแปมเหล่านั้นมากกว่า ทว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ให้ความสำคัญและเข้มงวดกับเรื่องนี้มากขึ้นโดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 2 แสนบาท
สำหรับบทลงโทษจะเน้นหนักไปที่สแปมที่มีลักษณะการหลอกลวงมากขึ้น ซึ่งสแปมเหล่านี้ไม่สามารถระบุตัวได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้ส่ง ทำให้หาตัวคนทำผิดได้ยาก โดยสแปมนี้จะเห็นได้มากใน เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม เมื่อมีคนดังโพสต์รูปก็จะมีโฆษณาประเภทสแปมไปโพสต์อยู่ในคอมเม้นท์ ลักษณะแบบนี้หากผู้ประกอบการที่มีร้านค้าต้องพึงระวัง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการโฆษณาโดยที่ผู้รับไม่ยินยอม ซึ่งผู้ประกอบการควรจะมีการให้ลูกค้ากรอกข้อมูลแสดงความยินยอมเพื่อจะรับข้อมูลข่าวสารจากทางบริษัท และธุรกิจทุกชนิดควรจะกระทำแบบนี้ เพื่อป้องกันการกระทำผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ควรตื่นตัวและระมัดระวังการนำภาพ วีดิโอ คลิป ข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ หรือเพลงต่างๆ มาใช้ประโยชน์ในธุรกิจของตนเองบนออนไลน์ เพราะมีกฎหมายลิขสิทธิ์อยู่ด้วยในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 เนื่องจากทุกคนในวงการธุรกิจตื่นตัวที่จะรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ยิ่งมีกฎหมายที่มาคุ้มครองอย่างรัดกุมมากขึ้นเช่นนี้ ตรงนี้ยิ่งต้องระมัดระวัง
นอกจากนี้ อาจารย์กนกกาญจน์ กล่าวว่า การใส่ร้ายคู่แข่งในการทำธุรกิจ หรือการตั้งกระทู้ทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งควรระมัดระวังกันให้มาก โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ บนโลกออนไลน์ ถึงแม้ตัวพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จะตัดเรื่องการหมิ่นประมาทบนโลกออนไลน์ออกไปและให้ใช้กฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งเป็นกฎหมายอาญาแทน แต่การแสดงความคิดเห็นควรอยู่ในขอบเขตและข้อมูลที่ถูกต้อง
ยืนยันตัวตนร้านค้าออนไลน์ปิดช่อง "จับเสือมือเปล่า"
อาจารย์กนกกาญจน์ มองว่า หลังจากประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว คาดว่าพ่อค้าแม่ค้าที่จับเสือมือเปล่า ไม่แสดงตัวตนหรือพวกที่หลอกขายสินค้าบนโลกออนไลน์จะหายไป เพราะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 ระบุไว้ว่า ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคสามารถให้ผู้ขายแสดงตัวตนที่แท้จริง และขายสินค้าแบบเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง นั่นจะทำให้การขายของออนไลน์มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
นักวิชาการ ห่วง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 กระทบสื่อทำงานลำบาก
ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 มีบางประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าน่าเป็นห่วง ต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เช่น การตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจสามารถปิดเพจและเว็บไซต์ได้ รวมถึงการตีความเนื้อหาว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคง เนื่องจากการตีความหมายของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อสื่อนำเสนอข่าวจะเป็นการละเมิดต่อความมั่นคงของรัฐหรือไม่ จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในเชิงเศรษฐกิจหรือไม่ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อศีลธรรมจรรยาตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
ดังนั้น เรื่องการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารควรที่จะมีความชัดเจนว่า กรอบที่จะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินมีอะไรบ้าง เพื่อให้สื่อสามารถนำเสนอข่าวสารได้อย่างรอบด้านมากที่สุด และทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ดี แต่สื่อเองก็ควรจะระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลข่าวสารควรจะมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็กลัวว่าการปิดกั้นเว็บไซต์จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เน้นในเรื่องข่าวเชิงสืบสวน ส่วนนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าอนาคต คณะกรรมการกลั่นกรองที่จะแต่งตั้งขึ้นมาจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมากน้อยแค่ไหนและอย่างไร
ดร.มานะ กล่าวต่อว่า อย่าลืมว่าคนที่อยู่ในโลกออนไลน์ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยเพียงที่เดียว เขาอาจอยู่ต่างประเทศหรือไม่สามารถหาตัวตนที่แน่นอนได้ ตรงนี้อาจจะต้องใช้กระบวนในการสืบค้นตัว หากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทย จะทำให้ลำบากในการเข้าถึง แม้จะมีคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา เพื่อปิดเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ชั่วคราว เพราะไม่สามารถปิดเว็บอื่นหรือเพจอื่นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกออนไลน์สามารถแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็วกว่าการปิด และยังไม่ค่อยมั่นใจในเรื่องการปิดกั้นของบางเนื้อหาว่าจะปิดกั้นได้ 100 %
ท้ายสุด ดร.มานะ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังส่งผลถึงการทำข่าวบนโลกออนไลน์ อาจต้องลดสีสันลงไปในเรื่องของการตั้งประเด็น อย่างบางเพจที่มักจะทำข่าวจากการมโนขึ้นมาเอง จับแพะชนแกะเอง ตรงนี้ก็ต้องระวังมากขึ้น เพราะอาจถูกฟ้องด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 ได้
ปอท. แนะวิธีใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นมิตรกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560
พ.ต.ต. ภีมพศ เกตุเทศ สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กล่าวถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรไม่ให้ถูกฟ้องว่า เมื่อประชาชนจะใช้งานโซเชียลมีเดียจะต้องคำนึงเสมอว่า "มันไม่ใช่เป็นพื้นที่ของเราคนเดียว" แม้บางท่านจะรับรู้ว่าเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะข้อความที่โพสต์บนเฟซบุ๊กหากเปิดเป็นสาธารณะ ก็จะทำให้ทุกคนที่ใช้งานเฟซบุ๊กเห็นข้อความนั้น ดังนั้นข้อความแต่ละข้อความที่จะเผยแพร่ออกไปจึงต้องพึงระวัง อาจจะถูกฟ้องได้
ส่วนเรื่องของการกดไลค์ (Like) กดแชร์ (Share) ทางเจ้าหน้าที่อยากจะให้ระวังในข้อความที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่ควรไปสนับสนุนด้วยการกดไลค์ กดแชร์ เพราะจะทำให้คนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ผิด และอาจถูกมองว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนข้อความนั้น นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลใดก็ต้องให้มีประโยชน์ทั้งสังคมและตัวของผู้โพสต์เอง ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ
ขณะที่มาตรา 14 เรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ จะรวมถึงการถูกโกงหรือหลอกลวงในโซเชียลมีเดียด้วย เช่น การโพสต์ขายของในเฟซบุ๊ก แต่ไม่ได้ของตามที่โพสต์ไว้ แบบนี้จะผิดตามมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และสิ่งที่เพิ่มเติมคือ หากมีคนนำภาพของผู้เสียชีวิต ไปกระทำให้ส่งผลกระทบต่อบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ตามที่กฎหมายระบุไว้บุคคลเหล่านี้ สามารถที่จะฟ้องร้องได้เพราะถือว่าสร้างความเสียหายต่อคนในครอบครัว โดยมีความผิดเช่นเดียวกันกับการตัดต่อภาพคนที่ยังมีชีวิตอยู่
"สุดท้ายอยากแนะนำให้ประชาชนศึกษาในข้อกฎหมายและใช้โลกโซเชียลด้วยจริยธรรม บางเรื่องอาจจะไม่ได้ผิดกฎหมายชัดเจน แต่เป็นเรื่องที่มีผลทางจิตใจต่อผู้อื่น เช่น การถ่ายภาพเพื่อนหลับเพื่อแกล้งกัน อาจจะมองเป็นเรื่องเล่น ๆ แต่บางครั้งก็กระทบต่อจิตใจต่อบุคคลนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของจริยธรรมที่ประชาชนควรซึมซับเข้าไปให้มากขึ้น"