ลายเซ็นที่เห็น 2 ลายเซ็นนี้ เป็นชื่อคนๆเดียวกัน คือ พระเทพสิริโสภณ อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก นี่เป็นเอกสารใบเสร็จรับเงินของวัด ที่ผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นอาคารพาณิชย์ รายหนึ่ง นำมาเปิดเผยกับทีมข่าว PPTV โดยพวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า ลายเซ็นอดีตเจ้าอาวาส จากเอกสารทั้ง 2 ฉบับนี้ มาจากคนเดียวกันหรือไม่
ลายเซ็นแรก ทุกคนในละแวกนี้ ยืนยันว่า เป็นเจ้าพระเทพสิริโสภณจริง เพราะเป็นเอกสารเก่าตั้งแต่ปี 2546 ส่วนลายเซ็นอันหลัง เป็นเอกสารที่ได้รับในช่วงหลัง ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบประกาศต่างๆของวัด ซึ่งพวกเขามองว่า มีความต่างไปจากเดิม ทั้งตัวอักษร พ.พาน นำหน้า การวางระยะห่างของตัวหนังสือ และน้ำหนักการลงเส้นบนตัวหนังสือ โดยเฉพาะที่เห็นชัด คือ หางของ ณ.เณร ตัวสุดท้าย
ส่วนภาพนี้ คือ ลายเซ็นอดีตเจ้าอาสในช่วงหลัง ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับลายเซ็นของพระเด่นชัย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาฆ่าสามเณรปลื้ม และเป็นคนใกล้ชิด นางสาวปิยฉัตร หรือ บิว ก่อนจะบวชเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เช่ามองว่า ทั้ง 2 ลายเซ็นนี้ อาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ ว่า “คล้ายกัน” หรือไม่
ขณะที่รูปแบบการเก็บเงินค่าเช่า ก็ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมาก เมื่อเราลงไปดูรายละเอียด จะพบว่า มีหลายรูปแบบ โดยอาคารให้เช่า ตั้งแต่เจ้าอาวาสคนก่อนหน้านี้ คือ ก่อนจะเป็นพระเทพสริโสภณซะอีก เป็นสัญญาเช่า 30 ปี อาคารด้านหน้าวัด ติดถนนใหญ่ มีราคาค่าเช่าเดือนละ 1 พันบาท ส่วนอาคารด้านหลังวัด มีค่าเช่าเดือนละ 500 บาท แต่ภายหลังมีบางส่วนถูกเปลี่ยนแปลงสัญญา เป็นเดือนละ 800 บาท
ส่วนที่มีค่าเช่า 500 บาท จะมีคนของวัด มาเก็บค่าเช่าเป็นเงินสด พร้อมออกใบเสร็จรับเงินให้ มีตราประทับของวัด และมีลายเซ็นเจ้าอาวาส แต่ก็มีข้อสงสัยเรื่องลายเซ็นอย่างที่บอกไปแล้ว และถ้ามีรถจอดด้วย ก็คิดค่าจอดรถเหมาเดือนละ 300 บาท ส่วนอาคารที่เช่าในราคาอื่น จะเปิดบัญชีธนาคาร คูหาละ 1 บัญชี ทั้งอาคารที่คิดค่าเช่า เดือนละ 800 บาท และ 1 พันบาท จะใช้รูปแบบการจ่ายเงินโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคาร ซึ่งทำให้ผู้เช่า ไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน และจากข้อมูลของตำรวจ ก็จะพบว่า บัญชีธนาคารทั้งหมดของวัด อยู่ที่บ้านของนาวสาวปิยฉัตร หรือ บิว
อาคารพาณิชย์เหล่านี้ ยังต้องจ่ายค่าแรกเข้าที่ต่างกัน บางคูหา ต้องจ่ายค่าแรกเข้า คิดเป็น 20% ของราคาประเมินที่ดิน เช่น ถ้าราคาประเมิน 1 ล้านบาท ก็ต้องจ่าย 2 แสนบาท และเมื่อสอบถามย้อนกลับไป พบว่า นางสาวบิว ไม่ใช่ผู้จัดการบริหารทรัพย์สินของวัดคนแรก ที่ผ่านมา มีอีก 2 คน โดยในอดีตมีความพยายามแก้สัญญาเช่า กับผู้เช่าหลายราย ให้ต้องจ่ายเงินบำรุงวัดรายปี หรือ ราย 3 ปี แต่ผู้เช่าไม่ยินยอม จนถึงขั้นฟ้องร้อง และวัดแห่งนี้ เคยแพ้คดี
ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เช่าอาคารพาณิชย์ของวัดวังตะวันตก บอกกับทีมข่าว PPTV และจะเป็นข้อมูลที่ต้องนำไป สืบเสาะหาเส้นทางการเงินเทียบกับตัวเลขเงินที่เหลือในบัญชีของวัดที่พบที่บ้านนางสาวปิยฉัตร และข้อมูลเหล่านี้ ยังบ่งบอกว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การบริหารจัดการผลประโยชน์ต่างๆของวัด อยู่ภายใต้บุคคลที่เป็นฆราวาสมาตลอด อย่างน้อย 3 คน โดยทำในนามเจ้าอาวาส เพราะกฎหมายให้เจ้าอาวาสมีอำนาจเด็ดขาดภายในวัด ซึ่งประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มมองเห็นจากเหตุการณ์นี้ ว่าอาจเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ “วัด” กลายเป็นสถานที่ถภูกนำมาแสวงหาผลประโยชน์