ด้านข้อมูลจากกระทรวงสาธารสุขเผยสถิติการถูกฟ้าผ่าในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554-2558 จำนวนผู้บาดเจ็บรุนแรงจากการถูกฟ้าผ่ามี 154 คน ส่วนอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 38 คน คิดเป็นร้อยละ 23.38 และเดือนที่คนถูกฟ้าผ่ามากที่สุดคือเดือนพฤษภาคม
จากสถิติชี้ให้เห็นว่า “ฟ้าผ่า” นั้น สามารถสร้างความอันตรายและความเสียหายได้อย่างรุนแรงต่อชีวิต แค่โดนฟ้าผ่าเพียงครั้งเดียว ก็สามารถพรากชีวิตเราหรือคนใกล้ชิดซึ่งอันเป็นที่รักของเราไปได้เลย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับ “ฟ้าผ่า” ให้มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือป้องกันกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากฟ้าผ่ากันดีกว่า
พกโลหะติดตัวขณะฝนตก เสี่ยงโดนฟ้าผ่า
นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา บอกกับผู้สื่อข่าว PPTV ว่า ฟ้าผ่านั้นเกิดจากเมฆฝนที่มีประจุไฟฟ้าอยู่ข้างใน ดังนั้นแนะนำว่าช่วงฝนตกไม่ควรอยู่ที่กลางแจ้ง และควรหลีกเลี่ยงพกอุปกรณ์ติดตัวที่เป็นโลหะทั้งหมด โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้จอบและเสียม หรือบุคคลใส่เครื่องประดับโลหะ เช่น เงิน ทอง นาก รวมถึงผู้ที่เล่นกีฬากลางแจ้งทุกประเภท มีโอกาสเสี่ยงโดนฟ้าผ่าสูงในช่วงที่ฝนตก แม้ตอนนี้ได้มีการติดระบบเตือนฟ้าผ่าไปบ้างแล้ว แต่ก็มีแค่ที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเท่านั้น
โอกาสรอดชีวิตและวิธีช่วยเหลือผู้ถูกฟ้าผ่า
ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ และผู้เชี่ยวชาญวิจัย สวทช. ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว PPTV ว่า ฟ้าผ่าอาจทำอันตรายต่อคนหรือสัตว์ได้เป็นหลายรูปแบบ เช่น อย่างแรก ฟ้าผ่าโดนตัวคนโดยตรง จะทำให้เสียชีวิตในทันที เนื่องจากปริมาณกระแสไฟฟ้าสูงมาก (ราว 10,000 แอมป์) ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนได้ แต่กรณีเช่นนี้เกิดยาก อย่างที่สอง กระแสไฟฟ้าสตรีมเมอร์ (streamer) ที่ไหลขึ้นมาจากพื้นผ่านลำตัว กรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับคนไทยมาแล้วอย่างน้อย 3 คนอย่างที่สาม ฟ้าผ่าที่ตำแหน่งอื่น แต่คนได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านทางกลไกต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ฟ้าผ่าลงบนโครงสร้างที่มีตัวนำไฟฟ้าเชื่อมต่ออยู่ และคนไปสัมผัสตัวนำนั้น หรือ ฟ้าผ่าลงต้นไม้สูง โดยที่คนอยู่ใกล้ต้นไม้ ก็มีโอกาสมากที่จะได้รับกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย ถ้าหากปริมาณกระแสไฟฟ้าไม่มากนักก็จะทำให้บาดเจ็บ แต่หากปริมาณกระแสสูงมากก็จะทำให้เสียชีวิตได้
หลบใต้ต้นไม้เสี่ยงโดนฟ้าผ่าจริงหรือ ?
ในกรณีฟ้าผ่าต้นไม้ กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งลงตามลำต้น และอาจเข้าสู่คนได้ มี 3 กรณีย่อย คือกรณีที่หนึ่ง ร่างกายคนสัมผัสกับต้นไม้ จะทำให้กระแสไฟจะไหลจากต้นไม้เข้าสู่ตัวคนโดยตรง กรณีที่สอง คนยืนอยู่ห่างจากต้นไม้ไม่มากนัก เช่น ไม่เกิน 2-3 เมตร กระแสไฟฟ้าก็สามารถกระโดดจากลำต้นเข้าสู่คนได้ เรียกว่า ไซด์แฟลช (side flash)กรณีที่สาม คนอยู่ห่างจากต้นไม้ แต่เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลลงมาถึงโคนต้น กระแสไฟฟ้าบางส่วนจะไหลลงไปในพื้นดิน แต่บางส่วนจะไหลแผ่กระจายออกไปโดยรอบบนผิวดิน ถ้าหากใครไปยืนคร่อมเส้นทางการไหลของกระแสไฟฟ้านั้น กระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งเข้าร่างกายจะเท้าข้างหนึ่ง ผ่านลำตัว แล้วออกไปทางเท้าอีกข้างหนึ่ง กรณีนี้เรียกว่า กระแสไฟฟ้าไหลไปตามพื้น (ground current) จากสถิติพบว่า กรณีกระแสไฟฟ้าไหลไปตามพื้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำอันตรายคนและสัตว์ได้มากที่สุด โดยจุดที่ฟ้าผ่าอาจเป็นต้นไม้ พื้นดิน หรืออะไรก็ได้ที่อยู่ติดพื้น
วิธีเลี่ยงไม่ให้โดนฟ้าผ่า
การลดความเสี่ยงอันตรายจากฟ้าผ่า คือ อย่าอยู่ในพื้นที่โล่ง และห้ามอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นอกจากนี้ควรหาที่ปลอดภัยหลบ เช่น อยู่ในอาคารและบ้านที่ปิดมิดชิด หรืออยู่ในรถยนต์ที่ปิดกระจกสนิทแล้ว เป็นต้น ควรคำนึงถึงเสมอว่า ฟ้าผ่าอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ฝนไม่ตก เพราะหากมีเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ในระยะราว 10 กิโลเมตร(หรือมากกว่านั้นในบางกรณี) มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกฟ้าผ่าได้เช่นกัน
แม้ฟ้าผ่าจะเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงและควบคุมมันได้ แต่เราสามารถป้องกันตัวเองและพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงที่จะเกิดฟ้าผ่าได้ตามที่ได้อ่านมาข้างต้น
ขอบคุณภาพจาก : DramaGazip / VCHARARN . com