หลังจากกลุ่มก่อการร้ายไอเอสเข้ายึดเมืองโมซูลตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2559 ชาวอิรักกว่า 2 ล้าน 5 แสนคน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่มีการบังคับใช้กฏหมายชารีอะฮ์แบบเด็ดขาด ผู้ที่ทำผิดกฎจะถูกนักรบไอเอสฆ่าตัดคอ ผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศจะถูกจับมัดมือมัดเท้าแล้วโยนลงจากตึกสูง ชายที่ไม่ยอมไว้หนวดเครา หรือผู้หญิงที่ไม่ยอมสวมใส่ชุดบูรก้าจะถูกจับกุม
จนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัล-อาบาดี ของอิรัก ได้ประกาศเริ่มต้นปฏิบัติการยึดเมืองโมซูลคืนจากกลุ่มไอเอส โดยส่งกำลังทหาร 1 แสนนาย ซึ่งประกอบด้วยทหารจากกองทัพอิรัก และกองกำลังชนเผ่าที่มีทั้งชาวมุสลิมนิกายซุนนีและชีอะห์ และทหารจากกองทัพอีรัก การสู้รบที่เมืองโมซูลนั้นเป็นไปอย่างยากลำบากและยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน เพราะไม่มีวิธีอื่นนอกจากการส่งทหารเข้าไปสู้รบตามตรอกตามถนนของเมืองเก่าแห่งนี้ การปลดแอกเมืองโมซูลจากการครอบครองของไอเอสในวันนี้ เป็นการตีเมืองหลวงของไอเอสให้แตกพ่ายได้
นอกจากโมซูลจะเป็นสถานที่กำเนิดของกลุ่มไอเอส เมืองเอกแห่งนี้ยังเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้กลุ่มจนสามารถหล่อเลี้ยงตัวเอง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำมันของประเทศอิรัก และยังเป็นสถานที่ฝึกนักรบเพื่อส่งไปก่อเหตุทั่วโลกได้อีกด้วย ขณะเดียวกันนอกจากจะเป็นชัยชนะของกองทัพอิรักแล้ว การยึดเมืองโมซูลคืนมาได้ยังถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ ด้วย เพราะเป็นหลักฐานว่ากลยุทธ์ใหม่ก็บรรลุผลตามเป้าหมายเช่นกัน
บทบาทใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ เป็นการสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดินโดยกองทัพอากาศการให้คำแนะนำด้านกลยุทธ์ และการฝึกกำลังพล แทนการใช้กำลังทหารของตัวเอง ที่มีชื่อเรียกว่า “boots on the ground” ซึ่งทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณการทหาร ที่ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่อาจจะสนับสนุนรัฐบาลได้
การประกาศชัยชนะที่เมืองโมซูลนั่นเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสมรภูมิรบอีกแห่งที่สหรัฐฯ มีบทบาทคล้ายๆ กับที่สนับสนุนกองทัพอิรัก ซึ่งก็คือสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรีย ที่สหรัฐฯ สนับสนุนกองกำลังฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แต่เพราะบริบทของสงครามในซีเรียที่ต่างจากอิรักมาก ทำให้ตอนนี้คงจะตอบได้ยากว่า สหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์เดิมในประเทศซีเรียหรือไม่