วันนี้ (22 ก.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 สมัยที่ 21 และงานเสวนาเรื่อง "นักกฎหมายไทย 4.0" โดยมี ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม นายธนารักษ์ เนาวรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา นายสัตยะพล สัจจเดชะ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นผู้ร่วมเสวนา
นายสมัคร เชาวภานันท์ นายกสมาคมนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในอนาคตระบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทด้านกฎหมายมากขึ้น ต่อไปคนเรียนนิติศาสตร์อาจจะตกงานกันเยอะ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย เพราะในอินเทอร์เน็ตจะมีบันทึกรายละเอียดแต่ละคดีไว้ จะไม่มาปรึกษาที่ปรึกษากฎหมาย แต่สามารถเซิทหาข้อมูลได้เลย แต่สำหรับวิธีพิจารณาในศาลต้องใช้ทนายอยู่ ปัจจุบันศาลแพ่งใต้นำระบบดิจิตอลมาใช้ในการยื่นคำฟ้อง และแจ้งผลหมายเข้ามาช่วยแล้ว ทนายไม่ต้องไปที่ศาลอีกต่อไป อยู่สำนักงานก็สามารถส่งข้อมูลไปได้ ตรงนี้สำคัญต้องเรียนรู้โดยเฉพาะทนาย หรือที่ปรึกษากฎหมาย
ด้าน ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม กล่าวว่า นักกฎหมายไทยยุค 4.0 นอกเหนือจากเรื่องกฎหมายแล้ว ต้องรู้เรื่องเทคโนโลยี เรื่องภาษาต่างประเทศ ละต้องมีแนวคิดให้ทันเหตุการณ์นอกจากนี้สถาบันการศึกษา ต้องรับทราบว่าเทรนด์ปัจจุบันตอนนี้ไปทางไหน จำเป็นต้องปรับเรื่องหลักสูตร อาจารย์ เพื่อผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ขณะนี้ประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาทั้งหมด 74 แห่งที่เปิดสอนวิชาเกี่ยวกับนิติศาสตร์ ถ้าไม่ปรับตัวอาจเกิดปัญหาทางการแข่งขัน
“นอกจากจะปรับตัวให้เป็นไปตามยุค 4.0 แล้ว เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพของนักกฎหมายยังจำเป็นต้องมีอยู่ด้วย และจะทำอย่างไรให้สถาบันการศึกษาสร้างนิสิตนักศึกษาให้มีคุณธรรมอย่างแท้จริง เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ไป เป็นภัยต่อสังคมมาก ๆ” ผศ.ดร.สมหมาย กล่าว
ขณะที่ นายธนารักษ์ เนาวรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่า นักกฎหมายกับนักไอทีเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่ในเมื่อเป็นยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีจะมาแทนทุกสิ่ง ปัจจุบันศาลไทยได้มีการนำเทคโนโลยีของศาลต่างประเทศที่เคยไปเรียนรู้มาปรับใช้ภายในไทย เพื่อให้ศาลไทยเป็น e-Court เหมือนต่างประเทศ เบื้องต้นขณะนี้ไทยมีระบบยื่นฟ้อง ประทับรับฟ้อง การยืนยันตัวตน และการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว และกำลังรวบรวมฐานข้อมูล (Big Data) เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าค้นข้อมูลคดี หรือดำเนินกระบวนการฟ้องได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วย เบื้องต้นศาลยุติธรรมนำร่องระบบนี้อย่างเป็นทางการแล้ว 2 ศาล ได้แก่ ศาลแพ่งธนบุรี และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และเตรียมขยายผลไปยังศาลยุติธรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ ระบบ e-Court จะเป็นระบบที่มองผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายศาล และฝ่ายคู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายคู่ความ หรือทนายความจะได้ประโยชน์ของระบบนี้มาก ทั้งนี้ในการกำกับดูแล e-Court จะมีสำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เข้ามาช่วยดู
นายธนารักษ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยได้ปรับปรุงให้ศาลสามารถสืบพยาน หรือไต่สวนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพาณิชย์ ที่เปิดให้มีการสืบพยานทางระบบดิจิตอลได้ และจัดทำสารบบคำพิพากษาสำนวนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการยื่นฟ้อง และการจัดเก็บสำนวนสามารถทำได้ในระบบนี้ทั้งหมด โดยศาลต้องออกเป็นข้อกำหนด ต่อไปคือจะเพิ่มระบบอิเล็กทรอนิกส์ในห้องพิจารณาคดี โดยมีระบบ Big Data เข้าไปช่วย เช่น ผู้พิพากษาไม่ต้องขนสำนวนมาเป็นแฟ้ม แต่ถือมาแค่แฟรชไดรฟ์ หรือแล็ปท็อปมาเครื่องเดียวจบ หรือการบันทึกการพิจารณาคดี จากเดิมใช้กล้องตั้งไว้เฉย ๆ เวลาจะดูซ้ำต้องกรอไปมา แต่คราวนี้จะบันทึกแบบแยกระบบภาพ และเสียง มีการบันทึกแบบหลายมิติ หากอยากจะดูข้อมูลตรงพยานปากนี้ สามารถกดเข้าไปได้เลย ไม่ต้องกรอไปมาเหมือนเดิม เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะเพิ่มห้องพิจารณาคดีแบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ด้วย ใช้วิธีสืบพยานทางไกลผ่านจอภาพ ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด รวมถึงระบบการบริหารจัดการคดีที่จะเป็นไฟล์ดิจิตอลทั้งหมด สำหรับความคืบหน้าของระบบใหม่นี้ อยู่ระหว่างเขียนขอบเขตร่างของงาน (TOR) และหาผู้รับจ้างมาดำเนินการ
ขณะที่ นายสัตยะพล สัจจเดชะ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตอนนี้เป็นนยุค 4.0 นักกฎหมายถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยี ศาลยุติธรรมมีการใช้ระบบ e-Court หรือระบบ e-Filling แล้ว อย่างไรก็ดีต้องถามกลับไปยังศาลว่า พร้อมกับระบบนี้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่ต้องระวังคือ Cyber Security ศาลจะทำอย่างไรที่จะเก็บรักษาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไว้อย่างเป็นความลับ และไม่สุ่มเสี่ยงถูกแฮ็กข้อมูล ดังนั้นการเตรียมความพร้อมของนักกฎหมาย 4.0 ต้องระวังเรื่องนี้เป็นหลักก่อน นอกจากนี้นักกฎหมายต้องทำความเข้าใจ ศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี และระบบดิจิตอลให้มากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตจะมีกรณีผู้เสียหายที่เกิดจากการแฮ็กข้อมูลเพิ่มขึ้น ถ้านักกฎหมายศึกษาและมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้แบบลึก และช่วยเยียวยา หาตัวผู้กระทำผิดให้กับผู้เสียหายได้ คงไม่ตกงาน
"นักกฎหมายต้องปรับตัวนอกเหนือจากความรู้พื้นฐานแล้ว ต้องพัฒนาไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วย นั่นคือเทรนด์ในโลกอนาคต หมดยุคนักกฎหมาย หรือที่ปรึกษากฎหมายแบบธรรมดาแล้ว ที่ปรึกษากฏหมายหลังจากนี้จะต้องลึกซึ้ง ไม่ใช่ให้ความเห็นแบบทั่วไป ต้องลึกมากกว่าการสืบค้นที่มีในอินเทอร์เน็ต ต้องเรียนรู้นอกเหนือตำรากฎหมาย ต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลก นอกจากนี้สถาบันต่าง ๆ ที่สอนหลักสูตรนิติศาสตร์ ควรเพิ่มวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาหลัก เพราะสำคัญมากกับโลกในปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงต้องสัมมนาหลักสูตรตัวเองเพื่อรองรับระบบดิจิตอลด้วย จะใช้ระบบเก่า ๆ หรือวิชาเดิม ๆ ไม่ได้แล้ว ที่สำคัญควรผลักวิชาสำคัญ ๆ ที่จำเป็นกับการใช้ในวิชาชีพมาเป็นวิชาหลัก" อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร