“อุทยานธรณี” หรือ “จีโอพาร์ค” นับว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีแหล่งธรณีวิทยาและภูมิประเทศ มีคุณค่าในระดับนานาชาติ รวมทั้งแหล่งนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมที่สำคัญและสัมพันธ์กับแหล่งธรณีวิทยา โดยมีการบริหารจัดการแบบองค์รวม ทั้งในด้านการป้องกันรักษา การศึกษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน วันนี้ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี จะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่ง อุทยานธรณี ของประเทศไทย ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพฯ แค่ “นครราชสีมา” นั่นเอง ที่นี่มีชื่อเรียกว่า “อุทยานธรณีโคราช”
“อุทยานธรณีโคราช” หรือ “โคราชจีโอพาร์ค” มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 5 อำเภอ คืออำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอเมือง และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 3,243.2 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 15.8 ของพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยแบ่งเป็นพื้นที่แหล่งธรณีวิทยา จำนวน 14 แห่ง แหล่งนิเวศวิทยา 2 แห่ง และแหล่งวัฒนธรรมจำนวน 6 แหล่ง รวมแล้วเป็น 22 แหล่งที่อยู่ภายใต้อุทยานธรณีโคราช
“ผศ.ดร.ประเทือง จินตสกุล” ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโคราช และสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า อุทยานธรณีโคราชอยู่ในพื้นที่ลำตะคองตอนกลางถึงตอนล่าง ที่มีลักษณะภูมิประเทศและลักษณะธรณีวิทยาโดดเด่นในระดับนานาชาติ คือเขาเควสตา หรือเขาอีโต้ และฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ร่วมยุคจำนวนมากในชั้นหินกรวดมนปนปูนที่แทรกสลับชั้นอยู่กับหินทราย ในเขตอำเภอเมืองฯ และฟอสซิลช้างดึกดำบรรพ์และสัตว์ร่วมยุค รวมทั้งไม้กลายเป็นหินที่สะสมตัวอยู่ในชั้นตะกอนรวนกรวดทรายในอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอเมืองฯ ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่สำคัญแหล่งธรณีวิทยา จึงมีการเร่งผลักดันเสนอให้เป็นอุทยานธรณีโคราชของยูเนสโก
“หากได้รับการคัดเลือก จะทำให้จังหวัดนครราชสีมาและประเทศไทย เป็นประเทศที่ 3 ของโลก ที่มี 3 มรดกของโลกเหมือนประเทศอิตาลีและเกาหลีใต้ ขณะที่ตอนนี้นครราชสีมาได้รับการคัดเลือกเป็น มรดกโลกของยูเนสโกแล้ว 2 แห่ง คือ มรดกโลกป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ พ.ศ.2548 และพื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสะแกราช พ.ศ.2520 ซึ่งการประเมินจะมีขึ้นในปี 2560 หากได้รับการพิจารณาเป็นอุทยานธรณีโลก จะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้และอาชีพเพิ่มขึ้นจากการกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของ และด้วยการได้รับการคัดเลือกจากยูเนสโก ก็จะช่วยสร้างมาตรฐานเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สูงขึ้น รวมทั้งจะได้รับการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนมากขึ้น รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย” ผอ.อุทยานธรณีโคราช
สำหรับ “พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน” เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อยู่ใน “อุทยานธรณีโคราช” อยู่ในบ้านโกรกเดือนห้า ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งศึกษาประเภทธรณีวิทยา เป็นพิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ที่ส่วนใหญ่ขุดค้นได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 3 อาคาร คือ อาคารจัดแสดงไม้กลายเป็นหิน อาคารจัดแสดงช้างดึกดำบรรพ์ และสัตว์ร่วมยุค ที่ได้รับการอนุรักษ์ ศึกษาวิจัย
สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่รวมซากดึกดำบรรพ์ไม้กลายเป็นหิน ไดโนเสาร์ และซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอายุ 16ล้านปีถึงหนึ่งหมื่นปีก่อนของอำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และที่นี่พบช้างดึกดำบรรพ์มากที่สุดในโลกถึง 10 สกุล จาก 55 สกุลที่พบทั่วโลก หรือร้อยละ 18 รวมทั้งสัตวอื่นๆ เช่น แรด ฮิปโป ยีราฟคอสั้น ม้าสามนิ้วฮิปปาเรียน อุรังอุตัง กวางแอนติโลป ชาลิโคแธร์ หมูใหญ่ เมริโคโบเตมัส ควายโบราณ เสือเขี้ยวดาบ ไฮยีนา ตะโขง เต่ายักษ์ เป็นต้น จากซากดึกดำบรรพ์มากมายที่พบที่นี่จึงทำให้เกิดเครือข่ายการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว
ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีที่สัมพันธ์กับแหล่งธรณีวิทยา คือ “ปราสาทหินพนมวัน” อยู่ในบ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2535 ปราสาทหินพนมวัน เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย สร้างขึ้นครั้งแรกราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นปรางค์ที่สร้างจากหินทราย สีเนื้อจำปาอ่อน ของมหายุคมีโซโซอิก อายุราว 220-66.5 ล้านปี ร่วมยุคสมัยไดโนเสาร์ วัสดุที่ใช้บ่งบอกว่าคนโบราณรู้จักเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง
“วัดป่าภูผาสูง” ตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าที่อุดมสมบูรณ์บนหน้าผ้าของภูเขาสูง บนหินทรายยังพบร่องรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์ มีซากฟอสซิลหนอนชอนไชเพื่ออยู่อาศัย หาอาหาร และสามารถมองเห็นแผ่นดินที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน
“ลานหินตัด” ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเทศธรณีวิทยาและวัฒนธรรม มีลักษณะเป็นพื้นที่เนินหินทรายหมวกหินพูพาน พบร่องรอยการขุดตัดหินของมนุษย์ในอดีตตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมที่ถูกตัดบางส่วนถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว เพื่อนำไปเป็นวัสดุในการสร้างปราสาทหิน
“วันเขาจันทร์งาม” ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทธรณีวิทยา และวัฒนธรรม มีหินทรายโผล่เป็นแท่งหิน มีรอยแตกและหินทรายปนกรวดของหมวดหินพระวิหาร ปรากฎร่องรอยการแตกออกจากกันจนภายในกลายเป็นหินเพิงผาหิน และบนเพิงผาหินปรากฎ “ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์” ที่มีความสวยงาม โดยเฉพาะการให้รายละเอียดของภาพที่เน้นความสมจริง ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์นี้บ่งบองว่ามนุษย์ในสมัยโบราณมีการใช้ประโยชน์จากเพิงถ้ำในการอยู่อาศัยหรือการหลบภัยตามธรรมชาติหรือสัตว์ป่า เป็นแหล่งศิลปะถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบเพียงแห่งเดียวในจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน มีอายุอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ประมาณ 3,000 – 5,000 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม มีการอยู่รวมกันเป็นชุมชน มีการทำกิจกรรมและพีธีกรรม
“ผายายเที่ยง” ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทธรณีวิทยา มีลักษณะเป็นที่ตั้งอยู่บนสันเขายายเที่ยง จะเห็นวิวทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำด้านล่าง และเห็นเขวาเควสตาหรือเขาอีโต้เขาขนาดจิตที่สังเกตได้ว่ามีผาชัน และมองเห็นลักษณะภูมิประเทศแบบเขาอีโต้ ที่ในอดีตมีการยกตัวของแผ่นกินเกิดมาเป็นแนวเทือกเขาไปพร้อมๆกันกับการัดในแนวดิ่งของลำน้ำจนเกิดเป็นกิ่วน้ำ ตัดแนวเทือกเขาออกจากกัน
ขณะที่ “ทศพร นุชอนงค์” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาทั่วประเทศมากกว่า 1,215 แห่ง มีการประเมินแล้ว 400 แห่ง โดยมีแหล่งสำคัญๆประมาณ 180 แหล่ง มีทั้งแหล่งธรณีสัณฐานวิทยา แหล่งน้ำพุร้อน แหล่งลำดับชั้นหิน และแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาแหล่งธรณีวิทยาเหล่านี้เป็นอุทยานธรณีโลก คือการหยิบประเด็นในเรื่องของคุณค่าธรณีวิทยาเป็นแหล่งในการเรียนรู้ และใช้ชุมชนท้องถิ่นมาเป็นคนอนุรักษ์ รักษาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือมรดกทางธรรมชาติ
สำหรับ อุทยานธรณีโคราชนั้น อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ยอมรับว่า สำหรับสถานที่ในอุทยานฯ จะมีการกระจัดการจายไปตามพื้นที่ เนื่องจากความสำคัญของซากดึกดำบรรพ์ปรากฎในหลายพื้นที่ รวมทั้งไม้กลายเป็นหิน ตอนนี้กระบวนการพัฒนาก็ต้องมาดูในขอบเขตพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชน ตอนนี้ทางจังหวัดเริ่มดำเนินการแล้ว และกรมธรณีฯก็มีการได้เข้าไปสนับสนุน แต่การที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาดูแต่เรื่องฟอสซิล หรือซากดึกดำบรรพ์อย่างเดียวนั้น นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจจะไม่ชอบ เพราะนักท่องเที่ยวมีหลายสไตล์ จึงต้องมีการเสริมเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะท้องถิ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์อื่นๆ ซึ่งนครราชสีมามีครบอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือการบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันและทำเป็นแพคเกจ ซึ่งอุทยานธรณีจำเป็นต้องมีการ “เล่าเรื่อง” ประวัติความเป็นมาและเสริมไปด้วยก็จะเป็นตัวเติมเต็มให้สถานที่แห่งนี้
นี่เป็นเรื่องราวเพียงบางส่วนจาก “อุทยานธรณีโคราช” เท่านั้น หากใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวสถานที่แห่งนี้ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่สามารถไปท่องเที่ยวได้แบบเพลิดเพลินใจแถมได้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาอีกด้วย